[Fic KNB] Broken Arrow #Prologua [END]

posted on 12 Apr 2014 14:09 by praewasri in Fiction directory Fiction, Cartoon

Fanfic : Kuroko no basket

Title : Broken Arrow

Auther : Pamaipraewa

Pairing : Aokise / Kagakise , Aokuro / Kagakuro

 

 

Note : ตอนนี้เป็นตอนจบแล้วนะค้า! ใครยังไม่ได้อ่านฟ้าเหลืองคืนดีกัน แล้วไฟดำดราม่าเมื่อตอนที่แล้วรีบกลับไปอ่านด่วนๆ เพราะตอนนี้ตอนสุดท้ายแล้วน้าาา (เดี๋ยวจะงงด้วยว่าอะไรยังไง เหะๆ)

ใครอ่านครบหมดแล้ว...เลื่อนลงไปอ่านเลยค่ะ!

 

ทนำ   Chapter1  Chapter2  Chapter3 

 

 Chapter4  Chapter5  Chapter6  Chapter7

 

Chapter8  Chapter9  Chapter10 

 

Chapter11   Chapter12  Chapter13

 

Chapter14  Chapter15  Chapter16

 

Chapter17  Chapter18  Chapter19

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Prologue

 

 

 

            “อ้ะ ระวังด้วยนะครับ”

            ร่างเล็กๆของผู้ชายผมสีฟ้ารีบสาวเท้าเข้าไปพยุงเด็กตัวเล็กซึ่งกำลังเล่นกับเพื่อนและไม่ทันมองว่ามีก้อนหินอยู่ด้านหลัง เด็กคนนั้นถอยหลังทำท่าว่าจะล้ม โชคดีที่เขารับตัวไว้ทัน

            “ผมไม่ทันมองฮับ” เด็กคนนั้นมีสีหน้ารู้สึกผิด

            “ไม่เป็นไรครับ ระวังตัวหน่อยนะ”

            คุโรโกะ เท็ตสึยะยิ้มอย่างอ่อนโยนให้เด็กตรงหน้า มือบางยกขึ้นลูบหัวทุยๆของอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู เด็กผู้หญิงที่อยู่ไม่ไกลเหลือบมอง เดินเข้ามาหาเขาแล้วอ้าแขน

            “คุณครูคุโรโกะ อุ้มหนูหน่อยสิคะ”

            คนตัวเล็กยิ้มรับ ยกอีกฝ่ายขึ้นอย่างโดยดี

            “ครูใจดีจังเลยค่ะ” เด็กคนนั้นหัวเราะอย่างชอบใจ ก่อนจะเหลือบมองมือของเขาซึ่งโอบตัวเธอไว้ ดวงตากลมโตจับจ้องบางอย่างอย่างสนใจ

            “ครูคะ ครูแต่งงานแล้วเหรอคะ”

            ดวงตาฟ้าใสสั่นระริกเล็กน้อย ฉีกยิ้มหม่น “เปล่าครับ”

            “แล้วแหวนนี่ล่ะคะ” เด็กสาวเอียงคออย่างสงสัย นิ้วเล็กๆไล้บนแหวนวงเกลี้ยงซึ่งประดับอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายของคุณครู

            “มีคนให้มาน่ะครับ” คุโรโกะตอบเสียงเรียบ เดาไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่ “ตั้งนานแล้วล่ะ”

            “แล้วครูจะแต่งงานกับคนๆนั้นหรือเปล่าคะ” เด็กสาวถามต่อ

            “...”

            คุโรโกะนิ่งไป เมื่อเห็นใบหน้าอยากรู้นั่นก็ทำให้เขายิ้มบางๆ “ไม่รู้สิ อยากแต่งอยู่นะ ติดที่ว่าคนให้...เขาคงไม่อยากแต่งกับครูแล้วล่ะ”

            เด็กสาวคนนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อยเหมือนไม่ค่อยเข้าใจ กำลังจะอ้าปากถามต่อ หากแต่ประตูห้องกลับเปิดออก พร้อมกับใครบางคนที่ก้าวเข้ามา

            “คุณครูคุโรโกะ” ผู้มาใหม่ยิ้มให้ “ผอ. เรียกพบน่ะครับ เห็นว่ามีแขกมาหา”

            “จะไปเดี๋ยวนี้ครับ”

            คนผมฟ้าวางร่างเด็กในอ้อมแขนลงกับพื้นอย่างนุ่มนวล กำชับว่าอย่าซนตอนครูไม่อยู่ ก่อนจะหันไปยิ้มบางให้คนที่มาแจ้งข่าวพร้อมกับพูดเสียงนุ่ม

            “ฝากดูเด็กๆด้วยนะครับ คุณครูโมริ”

            “ครับ”

            คุโรโกะเดินออกมาจากห้องนั้น พร้อมกับเดินไปตามทางเดินเพื่อไปที่ห้องผอ. ดวงตาสีฟ้าเหลือบมองผนังอาคารสีสันสดใสสมกับเป็นโรงเรียนเด็กอนุบาลแล้วคลี่ยิ้มบางเบา

            มือเรียวหมุนแหวนที่อยู่บนนิ้วด้วยความเคยชิน

            ตั้งแต่วันที่คากามิคุงทิ้งเขาไปอเมริกา...ก็ผ่านมาสองปีแล้ว

            สองปีกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ สองปีกับการที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว สองปีที่คุโรโกะรู้สึกว่ามันทรมานเหลือเกิน เขาไม่เคยรู้สึกเลยว่าตัวเองอ่อนแอมากขนาดนี้...มากขนาดที่ต้องการให้มีใครสักคนมาดูแลเขาตลอดเวลา

            แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีใครเข้ามาเลยตลอดสองปี มีผู้ชายและผู้หญิงมากมายที่ผ่านเข้ามา แต่ก็ผ่านไป ไม่มีสักคนที่เขาคิดจะรั้งไว้ ไม่มีใครสักคนที่เติมเต็มเขาได้

            ...ไม่มีใครสักคน...ที่อยากให้อยู่ข้างๆ

            ...ยังดีที่มีเด็กๆ... คุโรโกะยิ้มกับตัวเอง

            เมื่อกลางปีที่แล้ว คุโรโกะได้เข้าสอนเป็นครูอนุบาลอย่างที่ตัวเองใฝ่ฝันไว้ เด็กๆทุกคนน่ารักมาก และเพราะเขารักเด็กเลยทำให้เป็นขวัญใจของเด็กทุกห้อง (เขาสอนภาษาญี่ปุ่นทุกห้อง) เวลาที่ได้อยู่กับเด็กเป็นเวลาที่เขามีความสุขที่สุด เป็นช่วงเวลาที่เขารู้สึกว่ามีคนอยู่ข้างๆเขา มีคนรักและใส่ใจเขา

            แม้ในใจก็รู้...ว่ามันยังไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ

            คุโรโกะถอนหายใจ เงยหน้าอีกทีตัวเองก็อยู่ที่หน้าห้องผอ.แล้ว...

            เขาผลักประตูเข้าไปโดยไม่เคาะประตู ไม่ใช่ไม่มีมารยาท แต่เจ้าของห้องเรียกเขาบ่อยจนเรียกได้ว่าเข้าออกประจำ คงไม่จำเป็นต้องเคาะประตูให้เสียเวลา

            คุโรโกะมองหน้าคนที่ทำให้ความฝันเขาเป็นจริง...

            “อรุณสวัสดิ์ครับ” คนผมฟ้าโค้งเล็กๆให้คนตรงหน้า ดวงตาสีฟ้าใสมองอีกฝ่ายนิ่ง “อาคาชิคุง”

            “อรุณสวัสดิ์เท็ตสึยะ”

            ร่างโปร่งผมสีแดงสวยนั่งเท้าคางอยู่ที่โต๊ะกลางห้อง ดวงตาที่เป็นสีแดงข้าง สีเหลืองข้างมองเขาอย่างเป็นมิตร คุโรโกะเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามแล้วถอนหายใจ

            “วันนี้เรียกผมมาทำไมอีกล่ะ”

            “ทำไมพูดแบบนั้น” อาคาชิเอ็ด ยิ้มมุมปาก “ฉันเป็นผอ.นะ ฉันจะทำอะไรก็ได้”

            คุโรโกะทำเสียงขึ้นจมูกอย่างหมั่นไส้เล็กๆ

            อาคาชิ เซย์จูโร่ได้ขึ้นเป็นผู้นำของตระกูลเซย์จูโร่เมื่อสองปีก่อน ด้วยความมีอำนาจและเป็นที่รู้จักทำให้เขากลายเป็นนักธุรกิจอย่างเต็มตัว เขาลงทุนกับกิจการมากมาย รวมถึงการสร้างโรงเรียน...ใช่แล้ว เขาเป็นคนที่สร้างโรงเรียนเด็กอนุบาลแห่งนี้ขึ้นมาพร้อมกับสถาปนาตัวเองเป็นผอ.หน้าตาเฉย

            “เอาล่ะ วันนี้ฉันเรียกมาแบบมีเหตุผล” อาคาชิยักไหล่ คุโรโกะนิ่วหน้าเล็กๆ...ยังดีที่รู้ตัวว่าวันอื่นเรียกมาอย่างไร้สาระ... “มีคนมารอพบนาย”

            คุโรโกะขมวดคิ้ว “ใครครับ?”

            และตอนนั้น...ประตูห้องก็เปิดอย่างแรงเหมือนรอจังหวะอยู่แล้ว

            “เซอรไพรส์~~!!!”

            ร่างโปร่งที่กระโดดพรวดเข้ามาในห้องและพุ่งมากอดเขาไว้แน่นทำให้คุโรโกะชะงักไปเล็กน้อยอย่างตั้งตัวไม่ทัน มองไปด้านหลังก็เห็นร่างสูงที่คุ้นตาเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

            “คิเสะคุง...อาโอมิเนะคุง” คุโรโกะเรียกชื่อทั้งสองคนพร้อมกับยิ้มให้ “ไม่เจอกันตั้ง...เดือนหนึ่งรึเปล่านะ?” เขามองหน้าคนผมทองที่ยิ้มกว้างให้เขา “คุณผอมลงนะคิเสะคุง”

            “ฉันก็บอกแล้ว” อาโอมิเนะที่เดินตามมาบ่นบ้าง “ผอมจนแห้งแบบนี้ยังจะทำเป็นเก่ง ตะโกนแง้วๆว่า ‘ฉันแข็งแรงอยู่น้า~’ เฮอะ! อยากจะโทรไปด่าจริงๆ สายการบินเขาไม่ให้นักบินกินข้าวบ้างหรือไง”

            คิเสะ เรียวตะเองก็ได้เป็นนักบินอย่างที่ตัวเองใฝ่ฝันไว้ และตลอดสองปีก็มีเที่ยวบินให้ไปกลับตลอดจนผอมลงอย่างที่เห็น อาจจะเป็นเพราะหน้าตาและอัธยาศัยที่เป็นที่ต้องตาของผู้โดยสารและพนักงานทำให้ตารางแน่นเอี๊ยด พอปลีกตัวออกมาได้เขาก็แจ้นมาหาคุโรโกะเพื่อนสนิททันที

            “อาโอมิเนจจิ!” คิเสะผละตัวออกมาจากคนผมฟ้า หันไปถลึงตาใส่คนรัก “อย่ามาว่าฉันนะ ทีคราวที่แล้วนายไปไล่จับคนร้ายจนโดนยิงอาการหนักฉันยังไม่ได้เคลียร์เลยนะ”

            ที่น่าเหลือเชื่อคือ...อาโอมิเนะ ไดกิเลือกที่จะเป็นตำรวจ...ทั้งที่มีแต่คนคาดว่าเขาน่าจะพัฒนาฝีมือบาสให้ไปถึงระดับชาติ แต่ก็นะ...ตอนนี้ก็ได้เป็นสารวัตรใหญ่ของกรมอยู่ แทนกันได้ๆ

            “ยังไม่ได้เคลียร์อีกเหรอ” อาโอมิเนะยิ้มเจ้าเล่ห์ “จำได้ว่าเคลียร์ไปแล้วนะ ตอนที่ฉันออกจากโรงพยาบาลแล้วเราไปเที่ยวทะเลกัน จำได้ว่าเคลียร์กันทั้งในน้ำ บนทราย ในห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนอน ระเบียงเลยนี่นา”

            คิเสะแทบจะร้องกรี๊ดดดดด ยิ่งเห็นสายตาของคุโรโกะที่มองเขาเหมือนมองคนโรคจิตยิ่งทำให้เขาอยากจะดิ้นเร่าๆ ...ก็อาโอมิเนจจินั่นแหละ! บอกว่าไม่ไหวแล้วๆก็ไม่ยอมหยุดสักที!!...

            “เอ้า พอแล้ว” อาคาชิเป็นฝ่ายขัดขึ้นเมื่อบทสนทนามันเริ่มจะติดเรทมากขึ้นทุกที คิเสะเบ้ปากอย่างขัดใจแล้วหันมายิ้มหวานให้คุโรโกะ

            “ฉันว่างสามวันแล้วมีเที่ยวบินไปปารีส วันนี้ไปกินข้าวกลางวันกันนะ”

            “ครับ”

            “อาคาชิจจิก็ไปด้วยกันนะ~”

            “ไม่ล่ะ” คนผมแดงส่ายหน้า “มีงานต้องทำ”

            “ใช่ซี่...พวกงานรัดตัว” อาโอมิเนะประชด “ได้ข่าวว่ามีบริษัทมาติดต่อให้เป็นหุ้นส่วนของสายการบินอิตาลีใช่ไหม?”

            “อือ แต่ยังไม่ได้ทำสัญญา”

            “รีบๆทำซะ” คนผิวแทนพูดเสียงห้วน เหลือบมองร่างโปร่งข้างกายแล้วใช้แขนดึงอีกฝ่ายมาแนบตัว “เซ็นแล้วย้ายหมอนี่ไปอยู่บริษัทนายที บริษัทหมอนี่ไม่ยอมให้มีวันหยุดเท่าไหร่เลย” คิเสะยิ้มบางแล้วหันไปหอมแก้มร่างสูงอย่างเอาใจ

            “เอาน่า มีเวลาตั้งสามวัน”

            “สามวัน?” อาโอมิเนะถอนหายใจพรืด “แล้วเจอกันอีกทีเดือนหน้าน่ะเหรอ? เหอะ ไม่เอาล่ะ”

            “เอาไว้ฉันจะพิจารณาละกัน”

            อาคาชิยิ้มสุภาพ อาโอมิเนะขมวดคิ้วอย่างขัดใจ คิเสะยิ้มแหยๆ ส่วนคุโรโกะ...ก็มองทุกคนสลับกันไปมาพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ

            ช่วงเวลาที่มีความสุขของเขาอีกอย่าง...คือการมีคนพวกนี้อยู่ข้างๆ

            ตอนนี้...ทั้งเขา อาคาชิคุง อาโอมิเนะคุง คิเสะคุง สามารถมองหน้ากันได้อย่างไม่ขุ่นมัว อาโอมิเนะเองก็คงทำใจเรื่องบาดหมางกับอาคาชิตอนสมัยเรียนได้แล้ว

            คิเสะที่เห็นดวงตาของเพื่อนสนิทฉายประกายอ่อนโยนก็คลี่ยิ้มออกมา จับมือเล็กๆนั่นไว้พร้อมกับพาเดินตรงไปหาร่างสูงผิวสีแทน

            “เอ้า พวกนายก็ไม่ได้เจอกันตั้งนาน” คนผมทองยิ้ม มองคนสำคัญทั้งสองคน “จะกอดกันด้วยความคิดถึงก็ได้นะ ฉันจะพยายาม...ไม่หึง” พูดจบก็ยกมือขึ้นมาปิดตาทั้งสองข้าง แต่ก็กางนิ้วให้มีช่องจนมองเห็นชัดเจน เรียกเสียงหัวเราะจากคนในห้องได้อย่างดี

            คุโรโกะที่หัวเราะเบาๆชะงักเมื่อตัวเองถูกดึงเข้าไปกอด อาโอมิเนะกดหัวเล็กๆให้ซุกลงกับอกพร้อมกับลูบหัวอีกฝ่าย

            “สบายดีสินะ”

            “ครับ” คุโรโกะตอบรับสั้นๆ

            ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอาโอมิเนะคุงคือ ‘เพื่อน’ ไม่มีสิ่งใดเคลือบแฝง คุโรโกะสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำ ไม่ว่าร่างสูงจะดึงเขาเข้าไปกอด...ก็คือกอดตามประสาเพื่อน

            คิเสะผู้อยู่นิ่งไม่ได้...มองสองคนกอดกันแล้วจึงถลันตัวเข้าไปด้วยรอยยิ้ม

            “กอดบ้างงงงง”

            คนผมทองใช้แขนข้างหนึ่งโอบตัวคุโรโกะไว้ ส่วนอีกข้างจงใจรัดคอร่างสูงผิวแทนจนฝ่ายหลังดิ้นแด่วๆ คุโรโกะหัวเราะ เหลือบมองใครอีกคนที่ยืนกอดอกมองมาเงียบๆ

            “อาคาชิคุง...”

            “อย่าหวัง” อาคาชิสวนขึ้นทันที “เชิญกอดกันตามสบาย”

            ปึง!!

            ประตูห้องถูกเปิดอย่างแรง อาคาชิขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ กำลังจะหันไปต่อว่าคนที่เข้ามาโดยเสียมารยาท หากแต่เมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือกนั่นก็เปลี่ยนคำพูด

            “เกิดอะไรขึ้น?”

            “ห้องหก...” คุโรโกะชะงักเมื่ออีกฝ่ายพูดถึงห้องที่เขาเป็นประจำชั้น

            “ห้องหกไฟไหม้ครับ!!”

 

 

 

 

 

 

 

            คุโรโกะวิ่งไปสุดฝีเท้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง ได้ยินเสียงตะโกนเรียกชื่อจากคิเสะและอาโอมิเนะ แต่เขาไม่ได้สนใจ ตอนนี้เขากำลังเป็นห่วงเด็กๆที่อยู่ในห้องต่างหาก

            ไอร้อนที่แผ่เข้ามาใกล้ทำให้เขาชะงัก มองเห็นภาพตรงหน้าอย่างถนัดถนี่

            ห้องที่เขาเพิ่งก้าวออกมาไม่นาน กำลังถูกคลอกด้วยเปลวเพลิงสีส้ม โชคดีที่ประตูห้องถูกปิดไปแล้วไฟจึงไม่ลามออกมา เขาถอนหายใจเมื่อเห็นว่าคุณครูโมริอพยพเด็กออกมาหมดแล้ว

            “เกิดอะไรขึ้นครับ” เขาเดินเข้าไปหาคุณครูโมริ

            “วันนี้วันเกิดยูจัง เด็กๆก็เลยจะจุดเทียนเป่าเค้ก ผมกำลังจะไปหยิบมีดตัดเค้ก พอกลับมาก็เห็นเขาเล่นไฟแช็คกัน ห้ามไม่ทัน...หันมาอีกทีผ้าม่านก็ลุกไปด้วยไฟ แล้วมันก็ลาม” คุณครูอีกคนหน้าซีด น้ำตาคลอด้วยความเสียใจ “ผมขอโทษครับที่ไม่ดูแลเด็กให้ดี ผม...”

            “ไม่เป็นไรครับ” คุโรโกะถอนหายใจ มองเปลวไฟตรงหน้า “แค่ไม่มีใครเป็นอะไรก็ดีแล้ว”

            “หน่วยดับเพลิงมาแล้ว”

            อาคาชิก้าวเข้ามาด้วยสีหน้านิ่งเรียบ คุณครูโมริตัวหดด้วยความหวาดกลัว ดวงตาคู่นั้นเหลือบมองมาอย่างตำหนิยิ่งชวนให้หนาวยะเยือก คุโรโกะแตะเบาๆที่แขนของคนผมแดง

            “ผมเองก็ผิดครับที่ปล่อยเด็กไว้ อาคาชิคุง”

            “ฉันไม่ได้ว่าอะไร” อาคาชิถอนหายใจ ก่อนที่ใบหน้าคมจะชะงักกะทันหัน คุโรโกะมองอย่างสงสัย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสั่นไหวเมื่อผอ.เหลือบมองเด็กนักเรียน

            “เท็ตสึยะ นักเรียนในห้องนายมีกี่คน”

            คุโรโกะรู้สึกกลืนน้ำลายไม่ลงคอ “สิบแปดคนครับ”

            อาคาชิหันกลับมามองด้วยแววตาที่เครียดขึ้น

            “ที่ยืนอยู่ตรงนี้มีแค่สิบเจ็ด”

 

 

 

 

            “นารุมิคุง!”

            เด็กสาวผู้เป็นเจ้าของวันเกิดพูดพร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้น ดวงตากลมโตที่มีน้ำตาไหลไม่ขาดสายมองไปทางห้องซึ่งมีเปลวไฟลุกท่วม

            “นารุมิคุง...นารุมิคุงบอกว่าจะกลับไปเอาของขวัญให้ยูจัง” เด็กสาวหยุดสะอื้น มองหน้าผู้ใหญ่สามคนที่จ้องเธออย่างเคร่งเครียด

            “นารุมิคุงวิ่งกลับเข้าไปในห้อง” ดวงตาสีฟ้าใสของคุโรโกะเบิกกว้างอย่างตระหนก ก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่น ทำท่าเหมือนจะวิ่งเข้าไปแต่อาคาชิล็อกตัวไว้

            “จะบ้าหรือไงเท็ตสึยะ!” คนผมแดงพูดเตือนสติ “วิ่งเข้าไปก็ตายพอดี”

            “แล้วเด็กล่ะครับ” คุโรโกะพูดเสียงสั่น “นารุมิคุงเขา...”

            “หลีกทางหน่อยครับ”

            คุโรโกะกับอาคาชิชะงัก มองคนประมาณห้าคนที่เดินมาทางพวกเขา คนพวกนั้นอยู่ในเครื่องแบบของพนักงานดับเพลิง ทำให้ทั้งสองคนหลีกทางให้ในทันที

            คนที่อยู่หน้าสุดซึ่งมีรูปร่างสูงแกร่งเดินตรงไปที่ประตู ก่อนที่จะหันมามองร่างเล็กผมฟ้า หมวกใบใหญ่บังใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง มองเห็นแต่ริมฝีปากที่ขยับถาม

            “มีเด็กติดอยู่ข้างในใช่ไหม”

            “ครับ” คุโรโกะตอบรับทันที เสียงสั่น “ได้โปรดช่วยเขาออกมาด้วย”     

            “...”

            คนตรงหน้ามองเขานิ่งจนคุโรโกะสงสัย ก่อนจะถอนหายใจผงกหัว แล้วทำมือเป็นสัญญาณให้เขาถอยไป หันไปหยิบบางอย่างจากเพื่อนด้านหลัง คุโรโกะมองตามด้วยความตะลึงเมื่ออีกฝ่ายเงื้อมือขึ้น

            โครม!!

            ขวานด้ามใหญ่ถูกเหวี่ยงกระแทกจนประตูหักพัง พนักงานคนอื่นๆรีบฉีดน้ำดับไฟและเดินเข้าไปทันที คุโรโกะมองตามไปด้วยหัวใจที่เต้นรัว

            ร่างสูงของคนที่คาดว่าเป็นหัวหน้าเดินเข้าไปในห้อง และไม่กี่วินาทีต่อมาก็กลับมาพร้อมกับร่างของเด็กชายตัวเล็กในอ้อมแขน ที่กำลังร้องไห้จ้าอย่างเสียขวัญ ตามตัวแดงก่ำเพราะความร้อน

            “นารุมิคุง!” คุโรโกะพุ่งเข้าไปรับเด็กคนนั้นทันที “ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ” คนตัวเล็กลูบหัวเด็กอย่างปลอบใจ เด็กคนนั้นกอดคอเขาแน่นพร้อมกับร้องไห้ คุโรโกะจูบเบาๆที่แก้มเพื่อปลอบใจ

            “คุณครูคุโรโกะ” โมริเดินเข้ามา “เดี๋ยวผมพานารุมิคุงไปโรงพยาบาลเอง”

            คุโรโกะพยักหน้า ส่งร่างของเด็กตัวเล็กให้เพื่อนร่วมงาน “ฝากด้วยครับ”

            คุณครูโมริและนารุมิคุงเดินออกไปจากตรงนั้น โดยเด็กคนอื่นๆก็มีครูคนอื่นมาพาไปที่ปลอดภัยและไม่เป็นพิษ ในห้องเรียนยังมีพนักงานอีกสี่คนที่จัดการดับไฟให้สนิท ทำให้เหลือแค่เขา อาคาชิคุง และพนักงานดับเพลิงที่พานารุมิคุงมาส่งเท่านั้น

            “เอ่อ ขอบคุณมากนะครับ”

            คุโรโกะหันมามองร่างสูงตรงหน้า อดไม่ได้ที่จะคิดว่า...เขาคิดถึงใครบางคนเหลือเกิน

            “มันเป็นหน้าที่อยู่แล้วล่ะ” พนักงานคนนั้นตอบกลับเสียงเรียบ

            “ยังไงก็ขอบคุณ ถ้าไม่มีคุณ...บางทีนารุมิคุงอาจจะบาดเจ็บมากกว่านี้ก็ได้” คุโรโกะยิ้มบางให้ รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อยจนเขาค่อยๆหุบยิ้มอย่างแปลกใจ

            “คุณ...?”

            “ไม่ได้เห็นนายยิ้มแบบนี้มานานแล้วนะ”

            คำพูดนั้นทำให้หัวใจของคุโรโกะเต้นแรงขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ คนตรงหน้าค่อยๆถอดหมวกออก และใบหน้าที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้หัวใจเขาแทบหยุดเต้น

            “คา...กามิคุง”

            ระยะเวลาสองปีไม่ได้ทำให้คนผมแดงเหลือบดำเปลี่ยนไปเลยสักนิด ดวงตาสีเพลิงมองเขา ริมฝีปากคู่นั้นยิ้มออกมาบางๆอย่างที่ชอบทำ

            “นายได้เป็นครูสอนเด็กอนุบาลจริงๆด้วยแหะ”

            คุโรโกะกลืนก้อนขมๆลงคอ สองปีที่ไม่ได้เจอกัน สองปีที่เขาคิดถึงคนๆนี้ทุกวัน คิดถึงจนแทบขาดใจ และวันนี้...อีกฝ่ายก็มายืนตรงหน้าเขาแล้ว

            แต่จะให้พูดอะไร? จะอ้อนวอนให้เขากลับมางั้นเหรอ...

            สิ่งที่คนตัวเล็กเลือกทำคือฝืนยิ้มตอบไป “ครับ ไม่คิดเลยว่าคุณจะเลือกเป็นพนักงานดับเพลิง” เขาเม้มปากหน่อยๆ ตัดสินใจถามคำถามที่อยากรู้

            “คุณกลับมาญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อไหร่”

            คนตรงหน้าชะงักเล็กน้อย ก่อนจะตอบเสียงปกติ “สองอาทิตย์ก่อน”

            “...”

            หัวใจดวงน้อยๆแทบแตกสลาย คนผมฟ้าปรับสีหน้าให้เรียบเฉย ทั้งๆที่อยากจะร้องไห้ออกมา....คนๆนี้ช่างใจร้ายเหลือเกิน เห็นได้ชัดว่าเขาไม่รักกันแล้วจริงๆ ขนาดกลับมายังไม่บอกสักคำ... ร่างเล็กสั่นไหว ใบหน้าหลุบต่ำลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนสีหน้า

            คากามิมองคนตรงหน้าพร้อมกับยื่นมือไปหา “คุโรโกะ...”

            หมับ

            “ไปกันได้แล้วล่ะ เท็ตสึยะ”

            คากามิชะงัก มองร่างของใครอีกคนที่ก้าวเข้ามายืนข้างคุโรโกะพร้อมกับเอื้อมมือไปโอบเอวเล็กๆนั่นไว้อย่างแนบแน่น ดวงตาสีเพลิงไหววูบเล็กน้อย ก่อนจะหดมือกลับมา

            “มีคนดูแลแล้วสินะ”

            คุโรโกะเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินคำนั้น

            “ฉันขอให้นายโชคดีแล้วกัน”        

            คากามิยิ้มมุมปากด้วยแววตาว่างเปล่า ก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินไปรวมกับคนอื่นๆเพื่อจะกลับไปที่รถ และคง...จะไม่ได้กลับมาที่นี่อีก

            คุโรโกะแทบจะหมดแรงยืน ถ้าไม่ติดว่ามีอ้อมแขนข้างๆกอดเอาไว้

            “หมอนั่นสินะ เท็ตสึยะ”

            “อาคาชิคุง...” คุโรโกะเรียกอีกฝ่ายทั้งๆที่ดวงตาหลับแน่น มือกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด “ทำไมกันนะ ทำไมผมต้องเสียใจขนาดนี้ด้วย” คนผมฟ้าซุกหน้าลงกับไหล่อีกฝ่าย “ทั้งๆที่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่สนใจผมเลย”

            “ไม่หรอก” อาคาชิตอบกลับเสียงนุ่ม ลูบผมเขาเบาๆ “ดวงตาของหมอนั่นมองนายอย่างเป็นห่วงมากนะ แถมยังดูโหยหามากด้วย...”

            “ถ้าโหยหาจริงเขาไม่ทิ้งผมหรอกครับ” คุโรโกะหัวเราะเสียงพร่า “ทำไมถึงไม่มีใครที่รักผมจริงสักคน ผมมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอครับ” ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นจ้องอีกฝ่ายอย่างเสียใจ “ตอนอาโอมิเนะคุงก็เหมือนกัน ผมเป็นตัวถ่วงของเขา ผมไม่คู่ควรแล้วก็...”

            “เท็ตสึยะ”

            อาคาชิจับไหล่เล็กสองข้าง จ้องเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายด้วยความจริงจัง

            “ฉันขอโทษนะ”

            ร่างเล็กชะงัก “อ...เอ๊ะ ขอโทษอะไรครับ”

            “ฉันมันเห็นแก่ตัว” อาคาชิกัดปากตัวเองเบาๆ “จริงๆเรื่องของนายกับไดกิคงไม่จบลงแบบนั้นถ้าฉันไม่เข้าไปยุ่งด้วย ตอนนั้นฉันมัวแต่สนใจอย่างอื่นไม่ได้สนใจความรู้สึกของนาย ฉันมัวแต่ทำตามใจตัวเองจนทำให้นายต้องเสียใจ”

            “ผ...ผมไม่เข้าใจ” คุโรโกะเบิกตากว้างมองอีกฝ่าย

            “ฟังนะเท็ตสึยะ” อาคาชิหลับตาแล้วลืมใหม่ “ฉันรักนาย”

            “...!!”

            คุโรโกะ เท็ตสึยะเบิกตากว้างด้วยความคิดไม่ถึง “อาคาชิคุง...รักผม?”

            “ใช่ ตอนนั้นฉันรักนายมากเลยล่ะ” อาคาชิถอนหายใจแผ่วเบา “รักจนอยากจะแย่งมา รักจนไม่ยอมให้ไดกิได้อยู่กับนายเด็ดขาด” คนผมแดงปล่อยมือออกจากไหล่ทั้งสองข้างของอีกฝ่าย “ฉันเอาเรื่องของเรียวตะมาอ้างเพื่อกีดกันพวกนาย หาเหตุผลต่างๆนานามาทำให้พวกนายต้องเลิกกัน ฉันรู้ฉันมันเลว...”

            “...” คุโรโกะเม้มริมฝีปากอย่างไม่รู้จะเอ่ยอะไรดี

            “แต่ตอนที่ฉันบอกว่านายกับไดกิไม่เหมาะสมกันน่ะ เรื่องจริงนะ”

            คนตัวเล็กหัวเราะขื่นๆ “งั้นเหรอครับ”

            “แต่ถ้าเป็นผู้ชายคนเมื่อกี้ล่ะก็...” ผอ.โรงเรียนเว้นช่วง

            “ฉันคิดว่าเขาเหมาะกับนายนะ”

            “...!!”

            คุโรโกะเบิกตากว้าง มองอีกฝ่ายด้วยความตะลึง “อาคาชิคุง”

            “วิ่งไปสิเท็ตสึยะ” คนตัวสูงกว่าคลี่ยิ้มบางเบาให้เขา “ถ้าหากนายรักผู้ชายคนนั้นก็วิ่งให้สุดฝีเท้า คว้าเขาให้ได้แล้วอย่าปล่อยให้เขาหลุดมือไปล่ะ”

            คุโรโกะอึ้ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นคลี่ยิ้มกว้างอย่างที่หาดูได้ยาก คนตัวเล็กโค้งหน่อยๆให้อีกฝ่าย “ขอบคุณมากครับอาคาชิคุง”

            อาคาชิยิ้มบางรับ มองอดีตเพื่อนร่วมทีมที่วิ่งจากไป คนผมแดงถอนหายใจก่อนจะเดินกลับไปทางห้องผอ.เพื่อจะนั่งทำงานต่อ

            ....ฉันเคยรักนายมากเท็ตสึยะ...

            ...แต่มันเป็นอดีตไปแล้ว...

            ...และตอนนี้...ฉันเจอคนที่ฉันต้องการแล้ว...

            ดวงตาสีแดงข้าง สีเหลืองข้างมองร่างเล็กๆของใครบางคนที่วิ่งเข้ามาพร้อมกับแฟ้มอันใหญ่ ใบหน้านั้นตื่นตระหนกจนดูตลก

            “คุณเซย์จูโร่!” อีกฝ่ายละล่ำละลักเรียกชื่อเขา “ไฟไหม้เหรอครับ”

            เขาตีหน้านิ่ง ตอบเสียงเรียบ “อือ”

            ร่างตรงหน้าก้มลงจนคางแทบชิดคอด้วยความรู้สึกผิด เรือนผมสีน้ำตาลยุ่งเหยิง “ผมขอโทษครับที่มาช้า พอดีงานที่คุณสั่งยังไม่เสร็จผมก็เลย...”

            “ไม่เป็นไรหรอก” อาคาชิยิ้มบาง อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายทันทีเมื่อเห็นว่าเขาไม่โกรธ “นายเป็นเลขาฯก็ทำงานเลขาฯไปเถอะ”

            “อ่ะ ครับ!” คนตรงหน้ารับคำ ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินตามเมื่อเห็นว่าเขาเริ่มออกเดินอีกครั้ง ร่างโปร่งขยับมายืนข้างๆแล้วถามอย่างไม่แน่ใจ “รับกาแฟไหมครับ”

            “อือ” อาคาชิพยักหน้า ผลักบานประตูเข้าไปแล้วหันมามองอีกฝ่าย

            “ขอบใจมาก โคคิ”

 

 

 

 

 

 

 

            คุโรโกะวิ่งไปอย่างรวดเร็วจนผมสีฟ้าสวยปลิวไสว ดวงตาสีฟ้าใสจับจ้องไปที่รถสีแดงคันใหญ่ซึ่งจอดอยู่ที่หน้าโรงเรียน เขาเห็นกลุ่มคนที่ใส่ชุดพนักงานดับเพลิงยืนอยู่ แต่มองรวดเดียวก็รู้ไม่มีคนที่เขาต้องการจะพบ

            ...ไปไหนกัน?...

            ร่างเล็กคิดอย่างกระวนกระวาย แต่แล้วก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่สนามเด็กเล่น

            ขาเรียวก้าวเข้าไปทันที มองสนามเด็กเล่นที่ถูกจัดแต่งด้วยริบบิ้นสวย บนพื้นมีเศษกระดาษสีของพลุกระดาษ พุ่มไม้รอบๆถูกตัดแต่งเป็นรูปสัตว์สวยงาม มีป้ายงานวันเกิดของเด็กสาวที่ชื่อยูจัง และตรงโต๊ะกลมตัวใหญ่

            มีร่างสูงที่คุ้นตายืนอยู่ คากามิถอดเครื่องแบบออกเหลือแค่เสื้อยืดสีดำข้างในกับกางเกงยีนส์

            คุโรโกะก้าวเข้าไป แต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้สังเกตเขา เขามองแผ่นหลังกว้างแล้วเดินเข้าไปหยุดข้างหลังคนๆนั้น

            คากามิคุง...

            “เฮ้อ” จู่ๆคนที่ยืนหันหลังให้ก็ถอนหายใจ “คิดอะไรวะเนี่ย” ใบหน้าคมเหลือบมองซ้ายขวา “งานวันเกิดเด็กแท้ๆ ทำไมคิดไปถึงงานแต่งงานหลอกเด็กตอนนั้นได้”

            คุโรโกะหัวเราะออกมาเบาๆด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า ไม่อยากเชื่อว่าอีกฝ่ายจะยังคิดถึงวันนั้น...วันที่คากามิคุงพาเขาไปเลี้ยงเด็กแล้วพวกเขาถูกจับให้แต่งงานกัน

            ...ผมเอง...ก็ยังไม่เคยลืมมัน...

 

 

 

 

 

 

 

            คากามิ ไทกะถอนหายใจออกมาอีกรอบ อยากจะเอาหัวโขกต้นไม้แถวนั้นตายไปซะ ไม่ว่ากี่ปีกี่ชาติ นิสัยปากเสียของตัวเองก็แก้ไม่หายสักที

            ...ทำไมถึงไม่พูดออกไปตรงๆนะ...

            คนตัวสูงอดด่าตัวเองในใจไม่ได้ เมื่อนึกถึงใบหน้าขาวซีดกับดวงตาที่ฉายแววสะเทือนใจของใครบางคนที่เพิ่งเจอ แค่เห็น...ใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาเมื่อสองปีก่อนก็ลอยเข้ามาทำให้เขาต้องหลบออกมาทันที ยิ่งเห็นใจก็ยิ่งปวดหนึบๆ

            ...หลายปีมานี่ฉันอยู่ได้ยังไงกันนะ?...

            เขายังจำได้ เมื่อตอนนั้นที่กลับอเมริกาไป อเล็กซ์เอาแต่คร่ำครวญเรื่องที่เขาไม่พาแฟนไปให้ดู แถมยังทำตัวแหลกเหลวเหมือนตอนคิเสะทิ้งไปไม่มีผิด...ต่างกันตรงที่คนต้นเหตุเท่านั้นแหละ

            แต่อาจจะต้องขอบคุณที่ได้ห่างไกลกัน...

            เพราะมันทำให้รู้ว่า...จริงๆแล้วใครกันแน่ที่อยู่ในใจเขา

            ตอนอยู่ที่อเมริกา เขากลับไปเล่นสตรีทบาสอีกครั้ง แต่แทนที่เขาจะคิดถึงคิเสะที่เคยเล่นด้วยกัน เขากลับคิดถึงการเล่นคู่กับใครบางคน คิดถึงลูกพาสที่ส่งให้เขารับเพียงคนเดียว คิดถึงการชนกำปั้นและใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มบางๆ หรือแม้กระทั่งไปเที่ยวที่ต่างๆ เขาควรจะคิดถึงคิเสะที่เคยมาด้วยกัน แต่กลายเป็นว่าเขาอยากให้ใครอีกคนได้มา คิดเพียงแค่ว่าถ้าได้มาด้วยกันคงจะสนุกไม่น้อย

            คิดถึง...คิดถึงมากจริงๆ

            แต่มันคงสายไปแล้วสินะ ในเมื่ออีกฝ่ายมีคนรักอยู่แล้ว

            ภาพของอดีตกัปตันทีมปาฏิหาริย์ที่เข้ามาโอบเอวคนผมฟ้าทำให้เขากำหมัดแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาหวังมากไปสินะว่าอีกฝ่ายจะยังรอ...รอเขาคนนี้ ที่เคยทำร้ายจิตใจคนตัวเล็กนั่นอย่างไม่น่าให้อภัย

            “คากามิคุง”

            เสียงเรียกทำให้คากามิสะดุ้งโหยง หันขวับมามองทันทีด้วยความตกใจ ดวงตาสีเพลิงเบิกกว้างเมื่อเห็นคนที่กำลังคิดถึงยืนอยู่

            “คุโรโกะ!?”

            วินาทีนั้นคากามิ ไทกะคิดว่าตัวเองอาจจะฝันไป...ที่เห็นคนที่เขาคิดถึงตลอดสองปียืนอยู่ตรงหน้าและมองเขาด้วยแววตาคาดหวัง เพราะถ้าหากเป็นฝันแล้ว...เขาคงไม่อยากตื่นอีกเลย

            คุโรโกะมองหน้าอีกฝ่ายที่มองเขาอย่างคาดไม่ถึง คนผมฟ้ารู้สึกหายใจติดขัด มือเล็กหมุนแหวนที่สวมนิ้วด้วยความประหม่า สองปีมานี่เขาผอมลง แหวนที่ใส่เริ่มหลวมจนหมุนรอบได้ เขาสูดหายใจก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกไป

            “ผมมีเรื่องจะถามคุณ”

            คากามิชะงัก อยากจะดึงคนตรงหน้ามากอดแต่เมื่อนึกว่าอีกฝ่ายมีคนรักแล้วจึงได้แต่ทำหน้าเฉยชา “อื้อ ว่ามาสิ”

            คุโรโกะกัดปากแน่น มองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกมากมายที่อัดแน่น เขารู้สึกว่าตัวเองพูดตะกุกตะกักผิดวิสัยขึ้นมาทันที

            “ส...สองปีที่ผ่านมา เอ้อ...” คนผมฟ้าก้มหน้าลงไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่าย “คุณมีคนรักแล้วรึยังครับ”

            พูดจบแล้วก็กำมือแน่น ใบหน้าก้มต่ำไม่กล้าสบตา แต่ก็ยังยืนอยู่ตรงนั้นเพื่อรอคำตอบ คนตัวเล็กแทบจะกลั้นหายใจเมื่อได้ยินเสียง

            “ฉัน...”

            “...”

            “...”

            คนตัวสูงพูดออกมาแค่คำเดียว ทำให้หัวใจที่เต้นรัวด้วยความคาดหวังของคุโรโกะค่อยๆเต้นแผ่วลงด้วยความผิดหวัง...นั่นสินะ ผ่านมาตั้งสองปี คากามิคุงคงมีคนอยู่ข้างกายแล้วล่ะ... ริมฝีปากบางเม้มแน่นไม่ให้ตัวเองส่งเสียงสะอื้นออกมา ...โง่จริงๆ ยังคงนั่งฝันล้มๆแล้งๆว่าอาจจะมีสักวันที่เขาจะกลับมา...

            ...การรอคอยตลอดสองปีของเขา กำลังจบลงภายในวันเดียว...

            “ผมเข้าใจครับ”

            คุโรโกะพูดเสียงนิ่งโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย กำลังจะเดินหนีออกมาแต่ข้อมือกลับถูกดึงไว้ เขาเงยหน้าขึ้นมองอย่างตกใจ

            ดวงตาสีเพลิงที่จ้องตอบมาเป็นประกาย ริมฝีปากยิ้มบาง

            “ฉัน...” คากามิดึงตัวเขาไปใกล้ “กำลังรอดูแลใครบางคนที่ญี่ปุ่นอยู่น่ะ”

            จบคำนั้น คุโรโกะก็โผตัวเข้าไปหาอีกฝ่ายที่อ้าแขนรับร่างของเขา แขนสองคู่กอดกันอย่างแนบแน่น คนตัวเล็กซุกหน้าลงกับแผ่นอกของอีกฝ่าย ในขณะที่คนตัวสูงก็ซุกหน้าลงกับเรือนผมสีฟ้า สูดกลิ่นหอมที่เขาไม่ได้สัมผัสมาสองปีด้วยความโหยหา

            “คุณมันใจร้าย...” คุโรโกะผละออกมาจากอีกฝ่ายเล็กน้อย กำปั้นเล็กๆทุบลงไปบนท่อนแขนแกร่ง “กลับมาทำไมไม่บอก...คุณรู้ไหมผมรอทุกวันให้คุณกลับมา รอจนท้อแล้ว...” พูดไปเสียงก็สั่นไป แล้วจู่ๆน้ำตาก็ไหลออกมาอย่างไม่มีสาเหตุ อาจจะเป็นเพราะมันถูกเก็บไว้มานาน...เพื่อใครสักคนที่เขาอยากจะเสียน้ำตาให้

            คากามิยิ้มบาง รวบแขนของอีกคนไม่ให้ประทุษร้ายแล้วก้มลงจูบหน้าผากขาวนวล นิ้วเลื่อนขึ้นปาดน้ำตาออกจากแก้มนั้นอย่างแผ่วเบา “อะไรกัน ไม่เจอกันแป๊บเดียวกลายเป็นคนขี้แยไปซะแล้ว”

            คุโรโกะเม้มริมฝีปากอย่างอายเล็กๆ ดึงแขนตัวเองออกจากการจับกุมแล้วยกขึ้นปาดน้ำตา

            “แป๊บเดียวของคุณน่ะ...สองปีเชียวนะ”

            “...นั่นสินะ” คากามิพึมพำ “นานจนทรมานเลยทีเดียว”

            คนผมฟ้าชะงักเมื่ออีกฝ่ายก้มหน้าลงมาจะจูบ ยกมือขึ้นกันริมฝีปากตัวเองไว้ทันที “หยุด อื้อ! คุณยังไม่ตอบคำถามผม”

            “คำถามอะไร” คากามิขมวดคิ้วมุ่น พยายามจะจูบริมฝีปากนั่นแต่อีกฝ่ายเบี่ยงหลบ เขาหมั่นเขี้ยวจึงก้มลงกัดซอกคอขาวๆแทน

            “ทำไมกลับมาแล้วถึงไม่บอก”

            คราวนี้คนผมแดงชะงัก ยอมผละออกมาแล้วถอนหายใจ

            “ฉันกลัวน่ะ”

            “กลัว?”

            “กลัวนายมีคนใหม่แล้ว” ดวงตาสีฟ้าใสเบิกกว้างอย่างคาดไม่ถึง “กลัวถ้าเกิดโทรไปแล้วนายถามว่ามา ‘มีธุระอะไร? ต้องการอะไร?’ ฉันคงจะพูดอะไรไม่ถูก”

            “แปลว่าถ้าไม่เจอกันวันนี้ผมก็จะไม่รู้ว่าคุณกลับมาใช่ไหมครับ” คุโรโกะหรี่ตาลงอย่างน้อยใจ

            “ไม่หรอก” คากามิส่ายหน้า ดึงตัวอีกฝ่ายมากอดอีกครั้ง “ฉันคิดไว้แล้วล่ะว่ายังไงก็ต้องมาหานาย อย่างน้อยต้องมาดูให้แน่ใจว่านายมีคนดูแลรึยัง”

            ร่างเล็กสั่นไหวกับคำพูดนั้น แขนขาที่เริ่มอ่อนปวกเปียกพยายามดันอีกฝ่ายออก คากามิก้มลงมองคนที่ขัดขืนอย่างไม่เข้าใจ

            “เป็นอะไร...”

            “ทำไมคุณพูดแบบนั้น” คุโรโกะก้มหน้านิ่ง เริ่มสะอื้นขึ้นมาอีกหน “พูดเหมือนคุณไม่ได้รักผม พูดเหมือนคุณแค่สงสารและไม่อยากให้ผมอยู่คนเดียวก็แค่นั้น”

            คนตัวสูงนิ่งอึ้ง พอจะเข้าใจสาเหตุของน้ำตาเมื่อสองปีก่อนแล้ว สุดท้ายก็เพราะไอ้ปากเสียๆของเขานี่แหละ “เฮ้อ ไม่เอาน่า” คากามิลูบหัวอีกฝ่าย หอมแก้มคนขี้น้อยใจไปฟอดใหญ่ “ก็ฉันใช้คำไม่ถูกนี่นา”

            “...” คนตัวเล็กเม้มริมฝีปาก

            “คุโรโกะ” คากามิผละออกมาจับไหล่บางไว้แน่น มองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่ส่งผ่านไปยังดวงตาสีเพลิง ริมฝีปากคลี่ยิ้มอ่อนโยน “ฉันรักนายนะ”

            “...” คุโรโกะชะงัก สีหน้ายังหม่นหมอง “คุณพูดจริงรึเปล่า”

            “นายคิดอะไรอยู่ฮะ!” คากามิสบถเบาๆ เขาอยากจะดึงร่างเล็กนี่กลับห้อง ผลักลงกับเตียงแล้วพิสูจน์ให้อีกฝ่ายเห็นจริงๆ แต่ถ้าทำแบบนั้นมีหวังคงโดนเกลียดตลอดชาติ

            “ฟังนะ! ตลอดสองปีที่ผ่านมาฉันไม่เคยคิดถึงใครเลยนอกจากนาย” คากามิถอนหายใจ “ขนาดที่อเมริกาเป็นสถานที่ที่รวมความทรงจำของฉันกับคิเสะ แต่ฉันไม่ได้คิดถึงหมอนั่นเลยสักนิด ฉันได้แต่มองที่นั่นที่นี่ แล้วก็คิดว่าอยากให้นายมาด้วยกัน” ร่างเล็กเงียบกริบ ฟังคำพูดนั้นด้วยหัวใจที่ชุ่มชื้น “ภาพตอนที่นายร้องไห้แล้วก็พูดตัดพ้อนั่นอยู่ในหัวฉันตลอดเวลา คืนแรกๆที่ไปฉันนอนไม่หลับจนอเล็กซ์แทบจะพาฉันไปหาจิตแพทย์ ฉันเอาแต่กลัวว่านายจะเป็นยังไง...นายจะอยู่ดีรึเปล่า” มือหนาแตะลงบนแก้มที่ขาวผ่อง ไล้เบาๆอย่างอ่อนโยน

            “ที่บอกว่ากลัวนายจะไม่มีคนดูแลน่ะ...เพราะสำหรับฉัน นายเป็นคนที่น่าปกป้อง น่าทะนุถนอมที่สุด ฉันกลัวว่าถ้าหากนายต้องอยู่คนเดียวนายจะหายไปซะก่อน...ใจจริงฉันไม่อยากยกนายให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น แต่ที่พูดไป...เพราะฉันมันขี้ขลาด ขี้ขลาดเกินจะบอกว่า ‘ฉันอยากเป็นคนที่ดูแลนายไปตลอดชีวิต’ ”

            “...งั้นทำไมตอนนั้นถึงเลือกคิเสะคุงล่ะครับ”

            คุโรโกะถามสิ่งที่เป็นตะกอนในใจเขามาตลอด คากามิถอนหายใจยาว

            “เพราะหมอนั่นมันงี่เง่าน่ะสิ”

            “.........อันนั้นรู้ครับ แล้ว?”

            “คิเสะน่ะรักอาโอมิเนะจะตาย” คากามิงึมงำ “ใครที่ไหนก็ดูออกทั้งนั้น ฉันไม่รู้ว่าแค่อาโอมิเนะรักหมอนั่นจริงรึเปล่าก็เท่านั้น แต่คิเสะน่ะยังไงก็ไม่ยอมไปอเมริกากับฉันจริงหรอก ต่อให้วันนั้นอาโอมิเนะไม่ยอมมาง้อ ฉันเชื่อว่าวินาทีสุดท้ายคิเสะก็ต้องเปลี่ยนใจ”

            คนผมแดงหรี่ตาลง “นายนั่นแหละเจ้างี่เง่า ฉันอุตส่าห์ทั้งโทรทั้งส่งข้อความไป กะจะเตี๊ยมให้แอบมาเจอกันแล้วไปอเมริกาด้วยกันซะหน่อย”

            คนผมฟ้าอ้าปากค้าง “ใครมันจะไปรู้ล่ะคุณ! คุณเล่นโผล่มากับคิเสะคุง บอกว่าค้างคืนด้วยกันแล้วจะดูแลคิเสะคุงเอง ใครมันจะกล้าไปเจอหน้าเล่า!”

            “ก็สถานการณ์ตอนนั้นมันบังคับ...แต่ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรคิเสะซะหน่อย”

            คุโรโกะกอดอก สีหน้าบึ้งตึง

            “อย่ามาโกหก ผมรู้จากคิเสะคุงแล้ว”

            คากามิเลิกคิ้ว “รู้อะไร?”

            คุโรโกะแยกเขี้ยว “ก็ไอ้วันครบรอบของคิเสะคุงกับอาโอมิเนะคุงน่ะ คิเสะคุงเล่าให้ฟังว่าคุณพาเขากลับไปที่ห้องแถมเกือบจะทำมิดีมิร้ายเขา”

            คราวนี้คากามิเป็นฝ่ายอ้าปากค้าง “ไอ้เจ้าบ้านั่น...”

            คนตัวเล็กหัวเราะในใจ...เขาจะไม่บอกหรอกว่าตอนคิเสะคุงเล่าน่ะอาโอมิเนะคุงทำหน้าเหมือนจะฆ่าคนเลยทีเดียว ได้ข่าวมาว่าโดนจัดหนักถึงขั้นต้องเลื่อนเที่ยวบินไปอีกสองอาทิตย์เลย เหอๆ

            “แต่ฉันก็ไม่ได้ทำไงเล่า”

            “ก็เกือบใช่ไหมล่ะ”

            “เหตุผลที่หยุดไม่ใช่อะไรหรอกนะ...” คากามิพึมพำ “ฉันชอบกลิ่นหอมๆเย็นๆของนายมากกว่า”

            “คากามิคุง!!”

            คุโรโกะเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างโมโหปนกับเขินอาย ทีแบบนี้ล่ะพูดปากตรงกับใจได้ฉอดๆเลยนะ! กำแพงความโกรธที่เขาตั้งไว้ลดลงไปเกือบหมด...เพราะไอ้ความหน้ามึนนี่แท้ๆ...

            แต่ก็นะ...ไอ้ความหน้ามึนนี่แหละที่ทำให้เขาหลงรักอีกฝ่าย

            “ฉันพูดจริงนะ”

            เผลอแป๊บเดียวตัวเขาก็ถูกรวบเอวไปกอดแน่น คนตัวสูงก้มหน้าลงมาจนจมูกชิดกัน สัมผัสที่ไม่ได้รับมานานทำให้หัวใจเต้นแรง

            “ฉันคิดถึงนาย แล้วนายล่ะ...คิดถึงฉันบ้างรึเปล่า”

            คุโรโกะก้มหน้า อมยิ้ม “ถามมาได้”

            ...ผมคิดถึงคุณ รอคุณมาตลอดสองปี...

            คากามิมองอาการเขินของคนตรงหน้าแล้วแทบจะทนไม่ไหว เขาก้มลงหอมแก้มอีกฝ่ายอีกครั้งจนโดนคุโรโกะเสยคางอย่างแรง เห็นดาวเลยทีเดียว...

            “นี่ วันนี้ลางานวันหนึ่งได้ไหม”

            คุโรโกะกระพริบตาปริบๆ “ทำไมครับ?”

            “คิดถึงจะแย่” คากามิทำหน้าตาปัญญาอ่อนขึ้นมา “กลับห้องกันเถอะ”

            คนตัวเล็กถลึงตาใส่ “จะบ้าหรือไง”

            “น่านะ” คากามิอ้อน สองแขนรัดอีกฝ่ายไว้แน่น ตั้งใจไว้ว่า...ถ้าไม่ยอมไปตอนนี้ ก็ฉุดเลยแล้วกัน! “สองปีที่ผ่านมาฉันไม่ได้มีอะไรกับใครเลยนะ ฉันคิดถึงแต่นาย”

            คุโรโกะอมยิ้มอีกครั้ง แก้มสองข้างขึ้นสีแดงระเรื่อ...เราก็ยังไม่เคยมีอะไรกันสักหน่อย...

            “ทนต่อไปแล้วกันครับ”

            “อะไรเล่า!” ...จะฉุดจริงๆแล้วนะ!

            คุโรโกะมองท่าทางกระฟัดกระเฟียดอย่างไม่จริงจังของคนตรงหน้า ริมฝีปากเล็กคลี่ยิ้มอย่างอบอุ่นใจ เขาอยากขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออะไรก็ตามที่พาให้คนๆนี้กลับมาหาเขาอีกครั้ง

            “คากามิคุง” คุโรโกะเรียกอีกฝ่าย เขย่งตัวขึ้นหอมแก้มจนคนผมแดงหน้าแดงตามผม “ผมรักคุณนะครับ ขอบคุณจริงๆที่กลับมา”

            ครั้งนี้...จะไม่ปล่อยให้หลุดมือแน่นอน

 

 

 

 

 

 

 

            อีกด้าน

            คนสองคนที่แอบยืนอยู่หลังพุ่มไม้รูปกวาง ทำท่าทางลับๆล่อๆเหมือนคนโรคจิต ดวงตาสองคู่จับจ้องไปที่ร่างสองร่างกลางลานหญ้ากว้าง

            “เฮ้อ ลงเอยกันสักที” เจ้าของเรือนผมสีทองถอนหายใจด้วยความโล่งอก ยิ้มกว้าง “ลุ้นตั้งนาน ดีใจจังที่กลับมาคืนดีกัน”

            “ดีบ้าอะไร” อีกคนบ่นอย่างฉุนๆ “เมื่อกี้เท็ตสึร้องไห้ด้วยนะ!”

            คิเสะ เรียวตะหัวเราะร่วน มองผู้ชายตัวโตที่ทำท่าเหมือนพ่อหวงลูกสาว สองแขนเรียวโอบรอบเอวสอบของอีกฝ่ายอย่างสุขใจ

            “เท่านี้ เรื่องนี้ก็จบด้วยดีแล้วนะ”

            “อือ” อาโอมิเนะ ไดกิพยักหน้ารับ มือหนากอดเอวบางของคนรักไว้เช่นกัน ได้ยินเสียงคิเสะบ่นเบาๆว่าหิวข้าว เขาจึงหัวเราะในลำคอ

            “งั้นเดี๋ยวไปหาอะไรกินกัน”

            “ชวนคุโรโกจจิกับคากามิจจิไปด้วยนะ!” คิเสะพูดอย่างตื่นเต้น มองกลับไปยังสนาม “อ้ะ!”

            เมื่อเห็นดวงตาสีอำพันเบิกกว้างพร้อมกับริมฝีปากที่อ้าค้าง อาโอมิเนะก็หันกลับไปมองบ้าง ภาพตรงหน้าทำให้เขาชะงักตาม...คากามิดึงคุโรโกะเข้ามาจูบอย่างดูดดื่ม เขาเห็นคุโรโกะพยายามขืนตัวออก แต่มือของอีกฝ่ายกอดรัดไว้แน่นจนขยับไม่ได้ ภาพตรงหน้าร้อนแรงอย่างกับดูหนัง

            คิเสะนิ่วหน้า ...ที่แท้คากามิจจิก็เป็นคนแบบนี้นี่เอง ฉันนึกว่าอาโอมิเนจจิหื่นสุดแล้วซะอีก นี่มันกลางสวนเลยนะ ไม่กลัวคนมาเห็นหรือไง... คนผมทองส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ

            “คิเสะ...”

            เสียงเรียกชื่อที่สั่นพร่าหน่อยๆทำให้คิเสะหันไปมอง ก่อนจะแทบร้องกรี๊ด

            “อาโอมิเนจจิ!??”

            ร่างสูงข้างๆเขาถอดเสื้อตัวเองเหวี่ยงไปกองกับพื้นหญ้า เหลือเพียงเสื้อกล้ามรัดรูปที่ทำให้คิเสะน้ำลายไหล (??) ใบหน้าคมสันเลื่อนเข้ามาใกล้พร้อมกับผลักอีกฝ่ายลงไปนอนกับพื้นหญ้า

            “เฮ้ย!” คนผมทองร้องเสียงหลง พยายามพลิกตัวหนีแต่อีกฝ่ายล็อคตัวไว้ “ทำบ้าอะไร ออกไปเลยนะอาโอมิเนจจิ!!”

            “น่าตื่นเต้นดีออก” ดวงตาสีน้ำเงินของอีกฝ่ายเป็นประกายวาววับ แลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างเซ็กซี่จนคิเสะแทบระทวย (??) “เราลองกันมาหลายที่แล้ว แต่ยังไม่เคยลองกลางสนามหญ้าเลยนะ”

            พูดจบก็ก้มลงมาซุกไซ้ คิเสะเกือบจะเคลิ้มตามแล้วถ้าไม่ติดว่าดึงรั้งตัวเองไว้ได้ก่อน ...นี่มันกลางสนามเด็กเล่นนะ! สนามเด็กเล่นโรงเรียนอนุบาลด้วย!!...

            “ป...ปล่อย อาโอมิเนจจิ” มือเรียวพยายามดันอีกฝ่าย แต่กลับถูกมือแข็งแรงเพียงข้างเดียวรวบไปไว้เหนือหัว “ด...เดี๋ยวมีคนมาเห็น”

            “ไม่มีใครมาหรอกน่า” อาโอมิเนะยิ้มกริ่ม มองคนที่ดิ้นพล่านแล้วหัวเราะ “เสียหายแหะวันนี้ไม่ได้ผูกเน็กไทต์มา ไม่งั้นจะเอามามัดมือนาย” พูดพลางก้มลงไปชิดริมใบหู พ่นลมจนอีกคนขนลุก “นายชอบใช่ไหมล่ะเวลาฉันจับมัดไว้กับหัวเตียงน่ะ”

            “จะบ้าเหรอ!” คิเสะเถียงทันที ...เขาไม่ได้ชอบโดนมัดสักหน่อย แค่คิดว่ามันตื่นเต้นกว่าเท่านั้นแหละ เฮ้ย! ไม่ใช่ละ!!

            “อืมมมม คิเสะ”

            “ป...ปล่อยเซ่” คนผมทองชักตาลายกับลีลาอีกฝ่าย มือไม้อ่อนยวบ

            “ฉันจะถอดกางเกงแล้วนะ”

            “ไม่เอา!”

            “ยอมไปเถอะครับ”

            เสียงที่แทรกขึ้นมากลางคันทำเอาคนสองคนที่กำลังทำกิจกรรมในร่มผ้า (??) ชะงักกึก หันไปมองอีกทีก็พบว่าคนที่เคยกอดจูบกันอยู่กลางสนามสองคนมานั่งยองๆมองพวกเขาซึ่งกำลังนอนทับกันบนพื้นหญ้า คุโรโกะกอดเข่ามองด้วยดวงตากลมโต “ต่อสิครับ”

            “คุโรโกจจิ!!” คิเสะรวบรวมแรงกลับมาได้ในที่สุด ใช้เท้าถีบคนที่คร่อมจนอีกฝ่ายกลิ้งหลุนๆหายเข้าไปในพงหญ้า “ม...มาตั้งแต่เมื่อไหร่”

            “ก็ตั้งแต่ ‘เสียหายแหะวันนี้ไม่ได้ผูกเน็กไทต์มา ไม่งั้นจะเอามามัดมือนาย นายชอบใช่ไหมล่ะเวลาฉันจับมัดไว้กับหัวเตียงน่ะ’ ” คากามิเป็นฝ่ายตอบแทน ก่อนจะมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ “ที่แท้...นายก็ชอบแบบนี้นี่เอง”

            “คาดไม่ถึงเลยนะครับ” คุโรโกะพยักหน้าหงึกงักตาม

            “อะ...อะ” คิเสะอ้าปากพะงาบๆ สีหน้าเหมือนจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ

            “โว้ย อะไรนักหนาเนี่ย”

            อาโอมิเนจจิเดินกลับมาโดยมีเศษหญ้าติดผม ร่างสูงสะบัดหัวเล็กน้อยจนเศษนั่นหลุด มือจัดแต่งเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อยแล้วแยกเขี้ยว บีบแก้มคิเสะแล้วยืด “กล้าถีบฉันเหรอหา!”

            “ฮืออออ” คิเสะผู้ถูกกลั่นแกล้งยังคงทำใจไม่ได้

            “พวกผมล้อเล่นครับคิเสะคุง” คุโรโกะยิ้มบาง คิเสะมีสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย อาโอมิเนะถอนหายใจ มองคากามิตาขวางแล้วดึงคิเสะมาแนบตัว

            “ไม่ต้องทำท่าแบบนั้นก็ได้” คากามิขมวดคิ้วใส่ มือแกร่งจับมือของคุโรโกะไว้แน่น “ฉันไม่ยุ่งกับคิเสะของนายหรอก” ดวงตาสีเพลิงเหลือบมองคนผมทอง ยิ้มหยอกล้อ “อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้ชอบมัดใครอ่ะนะ”

            “ฮือออออออ” คิเสะส่งเสียงโหยหวนออกมาอีกรอบ

            “คากามิคุง” คุโรโกะต่อยท้องแกร่งเบาๆ “อย่าไปล้อ...รสนิยมคิเสะคุงสิครับ”

            “ฮือ โฮๆๆๆๆๆ”

            “นายนั่นแหละหยุดเท็ตสึ!” อาโอมิเนะขู่ฟ่อ กดหัวคิเสะให้แนบอกแล้วมองอีกสองคนด้วยดวงตาโกรธเคือง “เดี๋ยวหมอนี่ก็สติแตกพอดี”

            คากามิกับคุโรโกะประสานเสียงหัวเราะในลำคอ ยกมือยอมแพ้

            คิเสะที่ปาดน้ำตาป้อยๆเงยหน้ามองทุกคนอย่างงอนๆ

            “อย่าคิดมากน่า ไปหาอะไรกินกันเถอะ” อาโอมิเนะโยกหัวคนรักไปมา คิเสะพยักหน้าหงึกงัก หันกลับมามองเพื่อนอีกสองคน

            “แล้วคากามิจจิกับคุโรโกจจิ...?”

            “ผมกับคากามิคุงก็คิดว่าจะไปหาอะไรกินเหมือนกัน”

            คุโรโกะตอบ คิเสะยิ้มกว้าง กำลังจะอ้าปากชวนอย่างที่ตั้งใจไว้ หากแต่กลับชะงักไป แล้วมองทุกคนสลับกันไปมา โดยเฉพาะสองคนที่เพิ่งคบกันใหม่ๆ

            แล้วอาโอมิเนะก็แทรกขึ้นห้วนๆ

            “แยกคู่เถอะ”

            “เห็นด้วย” คากามิพยักหน้าหงึกงัก...ก็แหม เขากับคุโรโกะเพิ่งคืนดีกันเมื่อกี้เอง ใครมันจะไปอยากมีก้างขวางคอล่ะฟะ!

            “ก็ได้ครับ” คุโรโกะยอมพยักหน้าตาม

            คิเสะมองตามเมื่อคนผมฟ้าและคนผมแดงหันมาโบกมือให้แล้วหันหลังเดิน คนผมทองเม้มริมฝีปาก ตัดสินใจวิ่งตามไปดึงชายเสื้อของร่างสูงไว้

            “เดี๋ยวก่อน”

            คากามิหันกลับมามอง “หือ?”

            คิเสะยิ้มบางให้ มือเรียวล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบบางอย่างที่เขาพกมันมาตลอด พกเพื่อจะรอวันที่เจ้าของจะมาเอามันคืนไป           

            “ฉันคืน” คนผมทองยิ้มอย่างสวยงาม คากามิยิ้มตอบรอยยิ้มแบบที่เขานึกชอบมาตลอด อีกฝ่ายยัดบางอย่างลงในกระเป๋าเสื้อเขา แล้วหมุนตัวกลับไปหาคนรักที่ยืนรออยู่

            “มีอะไรรึเปล่าครับ”

            คุโรโกะมองอย่างสงสัย เขาส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วจับมืออีกฝ่าย พาเดินไปคนละทางกับอีกคู่ ระหว่างตอนเดินผ่านบ่อน้ำขนาดใหญ่ เขาก็หยิบของที่คิเสะเอามาให้

            ริมฝีปากคลี่ยิ้มโดยไม่รู้ตัว มองแหวนที่วางแน่นิ่งอยู่บนมือเขา ตัวอักษร ‘K & K’ ที่เขียนอยู่ข้างในแหวนยังคงชัดเจนไม่เลือนราง

            ...คิเสะคืนมันให้เขาแล้ว...

            ...คืน ‘อดีต’ ให้กับเขา...

            มือหนากระตุกแหวนที่ห้อยคอไว้ออกอย่างไม่เสียดาย กำแหวนสองวงไว้ในมือ แล้วโยนลงไปในบ่อน้ำแถวนั้น

            ต๋อม

            แหวนแห่งความทรงจำค่อยๆจมหายลงไป คากามิมองมันจนลับสายตา อดใจหายหน่อยๆไม่ได้ แต่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

            ...ลาก่อน...

            คุโรโกะกระพริบตา ถ้ามองไม่ผิดเหมือนเมื่อกี้คากามิคุงโยนแหวนลงไปในน้ำ

            ...พูดถึงแหวนแล้วเขาก็ก้มลงมองแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายของตัวเอง

            “คากามิคุง” เขาเรียก อีกฝ่ายหันมามอง “ผมไม่เคย...ถอดมันเลย” เขาเห็นอีกฝ่ายคลี่ยิ้มเมื่อมองแหวนบนนิ้วเขา ก่อนที่จะชูมือขึ้นมาบ้าง

            “ฉันก็ใส่”

            คราวนี้คุโรโกะเป็นฝ่ายอึ้งบ้าง “คากามิคุง...”

            “ขอบคุณสำหรับทุกอย่างคุโรโกะ” คนผมแดงพูดเสียงจริงจัง โอบเอวเขาไว้แล้วจูบแผ่วเบาบนหน้าผาก “ต่อจากนี้จะฉันจะรักและดูแลนาย...อย่างที่เคยปฏิญาณเอาไว้”

            ‘จะรักและยกย่อง...จนกว่าความตายจะพรากเราจากกัน’

            คุโรโกะยิ้มเขิน “เราแต่งงานกันแล้วนี่เนาะ”

            คากามิยิ้มตอบ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีสวย “อันนั้นมันแค่เด็กเล่น“ เขาประสานนิ้วกับอีกฝ่าย ลูบไล้บนแหวนที่อยู่บนนิ้วเรียว “ฉันจะพานายไปจดทะเบียนสมรสที่อเมริกา ที่นั่นเขาให้ผู้ชายแต่งงานกันได้”

            คนผมฟ้าชะงัก ยิ้มกว้างออกมาอย่างเป็นสุข กอดแขนคนรักแน่นด้วยความซึ้งใจ คากามิหัวเราะออกมา...ใครบอกล่ะว่าคิเสะยิ้มแล้วสวยคนเดียว คุโรโกะของเขาก็ยิ้มแล้วสวยเหมือนกันล่ะน่า...

            คนสองคนโอบกอดกันไว้และเดินเคียงคู่กันด้วยหัวใจที่เป็นสุข ไม่ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะสั่นคลอนความสัมพันธ์ของพวกเขา หรือทำให้อีกฝ่ายต้องเจ็บช้ำมากเท่าไหร่...

            แต่ยังไงสุดท้าย ‘คู่แล้ว ย่อมไม่แคล้วจากกัน’

            จะไม่ยอมให้มีอะไรมาแยกเราอีกแล้ว

            ....

            ..

            .

            ทิ้งท้ายก่อนจาก...

            “ตะกี้วิ่งตามหมอนั่นไปทำไม” อาโอมิเนะหรี่ตามองคนข้างตัวที่ทำหน้าใสซื่อ มือหนารวบเอวอีกฝ่ายแน่นขึ้นอย่างหึงหวง “ไปพูดอะไร”

            คิเสะส่ายหน้าไปมา ดวงตาใสแจ๋ว “เปล่านี่~”

            อาโอมิเนะแทบแยกเขี้ยวใส่ เห็นชัดๆว่าริมฝีปากบางนี่พึมพำอะไรก็ไม่รู้ให้หมอนั่นฟัง ถามแล้วก็ไม่ยอมบอกแบบนี้มันน่าจับมัดไว้กับเตียงจริงๆ

            “อาโอมิเนจจิ” คิเสะเรียกเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป “โกรธเหรอ...” คนผมทองเสียงอ่อนลง เอาหัวสีทองซุกไซ้ท่อนแขนอย่างออดอ้อน ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อมือหนาตะปบลงบนบั้นท้ายแล้วบีบอย่างแรง ยังไม่ทันโวยวายอีกฝ่ายก็คลี่ยิ้มเหี้ยม

            “เปล่า แค่กำลังคิดว่า...” คนผิวแทนยื่นหน้าเข้ามาใกล้ “คราวนี้นอกจากมัดมือแล้วมัดอะไรอีกดี ปากดีไหม? เอ๊ะ หาผ้ามาปิดตาด้วยก็น่าสนุกดีนะ”

            คิเสะตัวพองด้วยความโกรธปนกับเขิน สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วพ่นใส่อีกฝ่าย “ก็บอกว่าไม่ได้มีรสนิยมแบบนั่นไงเล่า!!!!”

           

 

 

 

 

 

 

 

ความรักมีหลายแง่มุม ทั้งสุขทั้งทุกข์ปะปนกันไป

ขึ้นอยู่กับว่าตัวเราเลือกที่จะจดจำเรื่องแบบไหน

หากเลือกที่จะจดจำแต่ความทุกข์...จะไม่มีวันค้นพบความสุขที่รออยู่

แต่หากเลือกที่จะจดจำเรื่องราวแห่งความสุข

สิ่งนั้นก็จะกลายเป็นความทรงจำดีๆที่เก็บไว้ในส่วนลึกของหัวใจ

เพื่อให้เราได้ยิ้มออกมาเมื่อนึกถึง

ว่า ‘ครั้งหนึ่งเราเคยรักกัน’

By Everyone

 

 

 

The End

 

 


 

 

 

ฮร้าาาาา ในที่สุดเรื่องนี้ก็จบซะที

ไม่รู้ว่าตอนจบจะถูกใจคนรออ่านรึเปล่า =..= แต่ยังไงก็อยากจะขอบคุณทุกคนมากนะคะ ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอดยี่สิบกว่าตอน ขอบคุณคนที่ทั้งเม้นและไม่เม้น ขอโทษด้วยที่กว่าจะคลอดออกมาแต่ละตอนมันนานมาก (จริงๆแต่งจบแล้วแต่ไม่มีเวลาเปิดคอม กร๊าก) นี่เป็นเรื่องยาวเรื่องแรกจริงๆที่่แต่งจบ รู้สึกดีมากเลยค่าาา

ใครอยากติดตามกันต่อ...รอเรื่องหน้านะคะ! ดังที่กล่าวไปแล้วว่าเรื่องหน้าจะมีคู่หลักสามคู่ อันได้แก่ ฟ้าเหลือง ไฟดำ แล้วก็ม่วงน้ำแข็ง คาดว่าจะได้เอาบทนำลงเร็วๆนี้ (เอาจริงๆคงไม่เร็วเท่าไหร่ แหะๆ)

ขอบคุณอีกครั้งที่อ่านมาถึงตรงนี้ หวังว่าจะได้มีโอกาสทักทายกันในหน้าบล้อกอีก

รักคนอ่านทุกคนค่ะ<3

 

 

 

 

 

 

ตอบเม้น (ครั้งสุดท้ายสำหรับฟิคเรื่องนี้)

 

@aqua-rainmie ถ้ามีดราม่ามากกว่านี้กลัวครก.กับคิเสะจะช้ำในตายค่ะ555 จริงๆแพรวชอบม่วงน้ำแข็งมากเลย เสียดายเรื่องนี้ได้โผล่มาแค่สองตอน (เพราะงั้นเลยเอาไปโผล่เรื่องหน้า) ขอบคุณที่ติดตามกันนะคะ<3


 

@kamtsw ตอนพิเศษคงยังไม่มีค่ะ เพราะตอนนี้มีคิวแต่งอีกเรื่อง =v= ถ้าอยากได้หวานๆคงต้องรออีกนานค่ะ เพราะเรื่องหน้าก็เป็นแนวดราม่า...//โดนรีดเดอร์กระทืบ   ยังไงก็ขอบคุณที่ติดตามค่าา


 

@Fc knb ตอนนี้ความดราม่าหายหมดแล้วค่ะ ขอให้อ่านไปยิ้มไปน้า (ทันมั้ยเนี่ย555) ขอบคุณที่ติดตามค่ะ!


 

@-unboy-  ไม่ต้องจุดธูปแล้วค่ะ555 ไม่สลับคู่แล้ว (เดี๋ยวครก.กับคิเสะจะช้ำตายซะก่อน) ขอบคุณที่ติดตามนะค้า

 

@Mirazel ไม่รู้ว่าไฟดำจะหวานรึเปล่า...แต่ส่วนตัวคิดว่าจบแบบนี้ดีแล้วค่ะ555 ขอบคุณที่ติดตามค่าาา


 

@penelpe สาธุ! ถ้าติดหมอจริงจะอัพติดกันสามวันเลย (อย่าคาดหวังนะคะ555) เม้นยาวๆได้ค่ะ แพรวชอบอ่าน-V-  ไม่ค่อยเห็นคนอวยน้ำแข็งดำเลยO.oแรร์จริงๆด้วยค่ะ แต่แพรวคิดว่ามุโระจินเป็นเคะไปแล้วอ่ะ555 เดินกับมุคคุงทีไรเหลือตัวนิดเดียว .........เก่งมากเลยค่ะ รู้ได้ยังไงว่าไฟดำจะต้องดราม่าหน่อยๆแล้วมีอาคาชิซามะเป็นตัวประสาน กร๊ากกกก  ตอนพิเศษเรื่องนี้คงยังไม่มีค่ะ จะมีก็คงเรื่องหน้าแทน ยังไงก็ขอบคุณที่ติดตามแล้วก็เข้ามาดูบ่อยๆนะคะ<3


 

@kazahana  อยากได้กาชาปองพี่ม่วงบ้างจัง แพรวเคยไปหยอดได้ครก.คุงมาสามตัวจากห้าตัวค่ะ;v; //ไม่รู้ว่านั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ฟิคนี้ทำร้ายครก.ที่สุดรึเปล่า กร๊ากกก  ขอบคุณที่ติดตามกันนะค้า


 

@yoyo1122 ถ้าจบดราม่าแพรวคงโดนกระทืบน่ะค่ะ... หวังว่าตอนนี้คงทำให้จิ้นแฮปปี้ได้แล้วเนอะ<3 ขอบคุณที่ติดตามค่ะ


 

@mew สุดท้ายพี่ไฟก็ยังปากหนักเหมือนเดิมค่ะ เพียงแค่อัพเลเวลขึ้นมาหน่อย//โดนพี่ไฟเตะ ขอบคุณที่ติดตามนะค้า


 

@kkampee ถ้าเสียดายอย่าลืมติดตามเรื่องต่อไปนะคะ// โดนคนอ่านเตะข้อหาโฆษณา  ขอบคุณที่ติดตามและอ่านรวดจนจบนะค้าา


 

@siwonoppa1013 ขอโทษที่ทำร้ายครก.คุงยันตอนจบนะคะ555 ขอบคุณที่ติดตามค่ะ


 

@Milkshake มาอัพให้อ่านแล้วค่ะ ไม่ต้องห่วง...ยังไงก็จบแฮปปี้ชัวร์ๆ ขอบคุณที่อ่านค่า!


 

@Macarona หายากมากค่ะคนที่หาว่าพี่ไฟเป็นตัวร้าย//ปรบมือ เพราะแพรวเองก็คิดว่าจริงๆพี่ไฟก็ใจร้ายเหมือนกัน ทำร้ายครก.คุงเรื่อย //แต่งเองด่าเอง  ขอบคุณที่ติดตามนะคะ!


 

@amaumi11 อ่านโต้รุ่งเลยเหรอคะ555 ขอบคุณที่ติดตามค่า ถ้าชอบม่วงน้ำแข็งรออ่านเรื่องหน้านะคะ//โดนเตะเพราะโฆษณา


 

@sunny ใช่ค่ะ เวลากัปตันโผล่มาทีไรมันมักจะรู้สึกกริ๊วกร๊าว แบบเหมือนมีออร่าบางอย่างโผล่มา ซึ่งแพรวเองก็แต่งไอ้ออร่านี่ไม่ค่อยเป็น แหะๆ  ยังไงก็ขอบคุณที่ติดตามนะคะ

 

 

 

[Fic KNB] Broken Arrow #Chapter22

posted on 15 Mar 2014 21:28 by praewasri in Fiction directory Fiction, Cartoon

Fanfic : Kuroko no basket

Title : Broken Arrow

Auther : Pamaipraewa

Pairing : Aokise / Kagakise , Aokuro / Kagakuro

 

 

Note : ตอนหน้าจบแล้วค่า...เรื่องจะเป็นยังไงน้าาาา มีคนตายอ่ะเปล่า//โดนมิเนะเตะ

 

ทนำ   Chapter1  Chapter2  Chapter3 

 

 Chapter4  Chapter5  Chapter6  Chapter7

 

Chapter8  Chapter9  Chapter10 

 

Chapter11   Chapter12  Chapter13

 

Chapter14  Chapter15  Chapter16

 

Chapter17  Chapter18  Chapter19

 

 

 

 

 

 

 

Chapter 22

 

 


            (เก็บของเสร็จรึยัง ไทเกอร์?)

            เสียงของคนเป็นพี่ชายดังลอดมาตามสาย คากามิถอนหายใจแล้วกวาดตามองกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของตน กับกระเป๋าสีชมพูแปร๋นอันเดิมของคิเสะ

            “อื้อ เรียบร้อยแล้วล่ะ”

            (เสียดายจัง) อีกฝ่ายบ่นพึมพำ (ถ้าไม่ติดว่าเจ้าของร้านที่ฉันทำงานอยู่เขาไม่ยอมให้ลา ฉันกะจะกลับไปกับนายสักสองสามวัน)

            “เจ้านายนายนี่โหดจัง” คากามิบ่นบ้าง อะไรกัน...แค่ลาหยุดสองสามวันก็ยังไม่ได้ นี่มันกดขี่กันชัดๆ ทัตสึยะของเขานี่น่าสงสารจริงๆ

            (ไม่เชิงโหดหรอก เอาแต่ใจมากกว่า) คนเป็นพี่หัวเราะอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะถามขึ้นอีก (ว่าแต่นายจะออกจากบ้านหรือยัง สนามบินอยู่ไกลเหมือนกันนี่)

            “ก็กะจะออกอ่ะนะ แต่คิเสะออกไปข้างนอกอยู่น่ะ”

            (...) ปลายสายเงียบไปทันที ก่อนจะได้ยินเสียงถอนหายใจยาว (เฮ้อ ไทเกอร์ ฉันไม่ได้อยากจะยุ่งหรอกนะ แต่นายแน่ใจเหรอว่านายจะไปกับคิเสะจริงๆ)

            คากามิกระตุกยิ้ม “ทำไม? นายยังโกรธหมอนั่นอยู่หรือไง”

            (โกรธสิ) เสียงของฮิมุโระจริงจัง (ทำกับไทเกอร์ของฉันไว้ขนาดนั้น ถ้าไม่มากราบขอโทษ ให้ตายฉันก็ไม่ยอมยกโทษให้)

            คนผมแดงหัวเราะออกมาทันทีเมื่อได้ยินอย่างนั้น ฮิมุโระ ทัตสึยะดูเผินๆเหมือนจะเป็นคนอ่อนโยนและใจดี แต่เอาเข้าจริงอีกฝ่ายมุทะลุจนเขายังกลัว และถ้าพูดคำไหนก็คำนั้น ดูเหมือนถ้าคิเสะไม่มากราบขอโทษจริงๆก็คงจะโดนโกรธไปอีกนานเลยทีเดียว

            (คุยกับใครเหรอมุโระจิน)

            เสียงง่วงๆดังขึ้นจากปลายสาย คากามิเลิกคิ้ว เหมือนว่าพี่ชายเขาจะไม่ได้อยู่คนเดียวแหะ อ้อ สงสัยต้องอยู่กับเจ้านายแหงมๆ

            (น้องน่ะ) ได้ยินเสียงพี่ชายตัวเองตอบ

            (มุโระจินมีน้องด้วยเหรอ? แล้วไอ้ ‘ไทเกอร์ของฉัน’ นั่นมันอะไร?)

            คำพูดจากอีกคนทำให้คากามิขมวดคิ้วเล็กน้อย ทำไมเขารู้สึกเหมือนคำพูดมันแปลกๆ เจ้านายจะหวงลูกน้องขนาดนี้เลยเหรอ? แถมเสียงง่วงๆแต่จริงจังของคนพูดดังขนาดนี้แปลว่าอีกฝ่ายต้องยื่นหน้าเข้ามาใกล้โทรศัพท์แหงมๆ ตอนนี้เขาพูดอะไรไปก็คงได้ยิน...

            ไอ้เขาก็เป็นคนชอบแกล้งซะด้วย...เพราะงั้น...

            “อยู่กับใครเหรอ พี่ชาย...” คากามิพึมพำสองคำหลังเสียงเบา และเน้นเสียงหนักขึ้นทันทีในคำต่อมา “ที่รัก”

            (...)

            ปลายสายเงียบไปทันที ได้ยินเสียงหายใจฟืดฟาดอย่างไม่พอใจ คากามิเอามืออุดโทรศัพท์ไว้แล้วหันหน้าไปอีกทางหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน พอหยุดขำพร้อมกับปาดน้ำตาที่หางตา เขาก็ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูอีกครั้งและพูดด้วยน้ำเสียงระรื่น

            “โทษทีทัตสึยะ ฉันแค่ล้อเล่น...!”

            (อ้ะ ปล่อยนะ!)

            หากแต่เสียงแปลกๆจากพี่ชายทำให้ขมวดคิ้ว “ทัตสึยะ?”

            (อ...อัตสึชิ เอาโทรศัพท์คืนมา เอามือออกไปจากเสื้อฉันด้วย!)

            “...”

            (อ้ะ ปล่อย...อัตสึชิ! ไทเกอร์ อ๊า ฟังอยู่นะ)

            “.........”

            (อ...อัตสึชิ อ...อย่า!)

            “.............................................”

            (ขอโทษนะ) เสียงที่ตอบกลับมาไม่ใช่เสียงพี่ชายตัวเองแล้ว แต่เป็นเสียงของอีกคน ที่ตอนนี้เสียงง่วงๆกลายเป็นเสียงเข้มอย่างดุดัน

            (มุโระจินไม่ว่างคุย อย่าโทรมาอีกนะ)

            (อัตสึชิ! ม...ไม่ ไม่เอาตรงนี้)

            ติ๊ด!

            เสียงตัดสายดังขึ้น เปล่า คากามิไม่ได้เป็นคนตัดหรอก เพราะเขายังยืนเบิกตาเท่าไข่ห่าน ปากอ้าค้าง ตัวกระตุกหงึกๆ น้ำลายแทบจะฟูมปากตาย พร้อมกับเหงื่อที่ซึมขึ้นมาตามขมับ เสียงครางกระเส่าของพี่ชายยังติดอยู่ในหู...ไม่เห็นรู้มาก่อนเลยว่าทัตสึยะครางได้เซ็กซี่แบบนี้ เฮ้ย! ไม่ใช่ละ...

            คนผมแดงทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง ยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก

            “ทัตสึยะนะทัตสึยะ ทำงานบ้าอะไรวะนั่น...”

            โตมาด้วยกันแท้ๆ ไม่เจอกันแป๊บเดียวโดนกดไปแล้วเรอะ!

 

 

 

 

 

            คุโรโกะ เท็ตสึยะเดินไปตามทางเดินที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดหิมะสีขาว ถึงแม้มันหยุดตกแล้วแต่ก็ยังละลายไม่หมดอยู่ดี สองมือเล็กซุกลงกับกระเป๋าเสื้อโค้ทด้วยความหนาว ปากบางพ่นลมออกมาเป็นไอแล้วมองมันอย่างเรียบนิ่ง

            ดวงตาสีฟ้าใสเหลือบมองกลับไปด้านหลัง อพาทเมนต์ของอาโอมิเนะปรากฏแก่สายตา

            หลังจากอีกฝ่ายออกไปได้สักพัก เขาก็คิดว่าเขาไม่ควรจะอยู่กวนไปมากกว่านี้ เพราะงั้นถึงได้เดินออกมา มือเรียวหยิบโทรศัพท์ออกมาเปิด

            คุโรโกะลังเลเล็กน้อย เขาอยากจะโทรไปถามอาโอมิเนะว่าง้อคิเสะสำเร็จหรือไม่ แต่ถ้าโทรไปขัดจังหวะอีกเขาต้องรู้สึกผิดแน่ๆ คนตัวเล็กถอนหายใจ

            แต่แล้วดวงตาก็เหลือบไปเห็นรายชื่อของ ‘ใครอีกคน’

            ใครอีกคนที่เขาคิดถึงตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าไม่อยากคุย ไม่ใช่ว่าไม่อยากโทรหา เพียงแต่เขากลัววว่าอีกฝ่ายจะบอกตัดความสัมพันธ์ ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาต้องขาดใจแน่ๆ

            คุโรโกะถอนหายใจ มองข้อความที่ได้รับในอาทิตย์ที่ผ่านมา

            ‘เฮ้ คุโรโกะ รับสายหน่อย เรามีเรื่องต้องคุยกัน’

            ‘นายจะมีมือถือไว้ทำไมถ้าไม่ใช้ฮะ!’

            ‘ฉันจะโทรไปนะ ถ้านายไม่รับล่ะก็...ฉันบุกไปหาถึงบ้านแน่!’

            คนผมฟ้ายิ้มขืน...ตอนนั้นผมไม่รับสาย แต่ผมก็นั่งรอคุณหน้าประตูตั้งสามชั่วโมง ทำไมคุณถึงไม่มาล่ะครับ...

            แต่ที่น่าช้ำใจที่สุด...ก็คือข้อความล่าสุดนี่ล่ะ

            ‘เฮ้อ ถ้านายยังไม่อยากคุยก็ไม่เป็นไร แต่ฉันยังรออยู่นะ ถ้าพร้อมเมื่อไหร่อย่าลืมโทรมาล่ะ

            ปล.ฉันว่าจะลองทำซาซิมิให้คิเสะล่ะ นายว่าหมอนั่นจะชอบมั้ย?’

            “ใจร้าย ใจร้ายที่สุดเลยคากามิคุง”

            ...จะมาถามผมทำไมกัน?...

            คุโรโกะหยุดเดินชั่วคราว ดวงตาสีฟ้าใสมองรายชื่อในโทรศัพท์แล้วทำท่าจะกดโทรออก นิ้วเรียวสั่นเล็กๆด้วยความลังเล วันนี้ใครคนนั้นจะเดินทางไปอเมริกา ทัตสึยะซังบอกเขาว่าคงอยู่ประมาณปีสองปี ไม่กลับเร็วๆนี้แน่

            จะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว...

            อย่างน้อย...ก็แค่อยากจะได้ยินให้มันชัดๆ

            สุดท้ายเขาก็กดโทรออก แล้วยกมันขึ้นแนบหู

            เสียงรอสายดังขึ้นไม่นานอีกฝ่ายก็กดรับ พร้อมกับเสียงร้อนรน

            (คุโรโกะ?)

            “...” เขาเงียบ ความรู้สึกจุกอกมันทำให้เขาหายใจไม่ออก

            (เฮ้ คุโรโกะ)

            “คากามิคุง” สุดท้ายเขาก็เอ่ยชื่ออีกฝ่ายแผ่วเบา “สวัสดีครับ”

            (เสียงไม่ค่อยดีเลยนะ ไม่สบายหรือไง)

            เขาหัวเราะในลำคอ...ป่วยมาอาทิตย์หนึ่งแล้วไม่มีใครสนใจ ทีตอนนี้จะมาถามมันไม่ตลกไปหน่อยหรือไง “ครับ แต่ก็ดีขึ้นแล้ว”

            (คุโรโกะ...) อีกฝ่ายเรียกชื่อเขาด้วยเสียงอ่อนลง (นายโอเคหรือเปล่า)

            ลมหายใจของเขาสะดุด “โอเคอะไรครับ?”

            (หมายถึงว่า...เอ่อ ไอ้อาโอมิเนะอะไรนั่นมันดูแลนายดีหรือเปล่า กินยาครบแล้วใช่ไหม ทานข้าวตรงเวลาด้วยหรือเปล่า)

            คนตัวเล็กรู้สึกเหมือนหน้ามืดขึ้นมาชั่วขณะจนต้องจับกำแพงข้างๆไว้เป็นที่ยึด “...ครับ”

            (ฉันเป็นห่วงนายนะ ถ้าเกิดหมอนั่นทำไม่ดีกับนาย นายมาหา....)

            ติ๊ด!

            คนตัวเล็กกดตัดสายทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น มืออ่อนแรงจนโทรศัพท์ตกไปอยู่ที่พื้น เขาเซไปพิงกับกำแพงแถวนั้น หลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า

            เขาอยากจะไถ่ถาม อยากจะคุยเรื่องระหว่างเรา อยากจะรู้ว่าคากามิเลือกใครกันแน่ แต่เมื่อได้ยินคำพูดแบบนั้น...เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ

            ทำไมถึงพูดออกมาได้ง่ายๆ? ไม่รักกันแล้วหรือไง? อยากให้อาโอมิเนะดูแลเขามากใช่ไหม?

            คุโรโกะหัวเราะเบาๆเย้ยหยันตัวเอง...ดูแลบ้าอะไร ป่านนี้คนผิวแทนคงไปง้อคิเสะอยู่นั่นแหละ

            คนผมฟ้ามองไปยังถนนฝั่งตรงข้าม ร้านขายของชำที่ติดป้ายว่า ‘ปิด’ หากแต่กระจกที่ใสของมันทำให้เห็นเงาสะท้อนของตัวเองได้ชัดเจน ดวงตาสีฟ้าใสที่อ่อนแรง ใบหน้าที่ซีดจนแทบจะเป็นสีขาว เรือนผมสีฟ้าที่เป็นเอกลักษณ์

            คุโรโกะยิ้มกับตัวเองอีกครั้ง

            ...ดูเอาไว้ดีๆนะคุโรโกะ เท็ตสึยะ...

            ...นั่นแหละ คือใบหน้าของคนที่ไม่มีใครต้องการ...

 

 

 

 

            ...เจ็บ...

            ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวทันทีที่รู้สึกตัวคือเจ็บ เปลือกตาของเขาเม้มแน่นเมื่อความเจ็บจี๊ดบริเวณศีรษะผุดขึ้นมา แขนซ้ายหนักอึ้งจนขยับไม่ได้ ขาซ้ายก็เช่นกัน...

            เขาตัดสินใจลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือเพดานสีขาว มองไปด้านหน้า...เขาเห็นแขนกับขาซ้ายของตัวเองเข้าเฝือกไว้อย่างน่าเศร้า

            และเมื่อเบนสายตาไปด้านข้าง...

            ร่างโปร่งของคนที่คุ้นเคยนั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้ของโรงพยาบาล ใบหน้าก้มลงจนเรือนผมสีทองปรกใบหน้า มีเสียงหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอ มือข้างหนึ่งจับมือขวาเขาไว้แน่น

            อาโอมิเนะอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาบางๆ

            “คิเสะ”

            ทันทีที่ส่งเสียงเรียกไปอีกฝ่ายก็สะดุ้งตื่น และเมื่อเห็นเขากำลังมองก็เบิกตาโต

            “อ...อาโอมิเนจจิ! ตื่นแล้วเหรอ? เป็นไงบ้าง? เจ็บมากรึเปล่า”

            “...หิวน้ำน่ะ” เขาตอบไปสั้นๆ รู้สึกคอแห้งมากจนแสบ คิเสะรีบรินน้ำบนหัวเตียงให้แล้วจ่อที่ริมฝีปาก มืออีกข้างประคองใบหน้าเขา

            “ค่อยๆดื่มนะ”

            อาโอมิเนะดื่มน้ำนั้นโดยมีมือเรียวประคองอย่างเป็นห่วง เขารู้สึกอิ่มเอมใจ

            “หิวไหม”

            คิเสะถามเมื่อวางน้ำลงแล้ว อาโอมิเนะส่ายหน้า

            “ไม่ ว่าแต่...” คนผิวแทนถามอย่างลังเล “กี่โมงแล้ว”

            คนผมทองถอนหายใจ มองนาฬิกาข้อมือ “สามทุ่มสิบห้า นายหลับไปเกือบหกชั่วโมง”

            “สามทุ่มสิบห้า” อาโอมิเนะเอ่ยทวน ดวงตาเป็นประกาย “งั้นก็แปลว่า...”

            “ฉันพลาดเที่ยวบินแล้วล่ะ”

            คำพูดบ่นของคิเสะทำให้อาโอมิเนะยิ้มกว้าง ถ้าไม่ติดว่าเจ็บอยู่เขาคงได้โผไปกอดอีกฝ่ายแน่ๆ คนผิวแทนมองไปตามบาดแผลบนตัวแล้วถอนหายใจ

            “ไม่เสียแรงแหะที่ยอมเจ็บตัว”

            หากแต่คำพูดนั้นทำให้คิเสะถลึงตา แยกเขี้ยวใส่ “ไม่เสียแรงบ้าอะไร! นายรู้ไหมว่าฉันเป็นห่วงนายแค่ไหน ตอนนายสลบไปแล้วเลือดท่วมตัว พอถึงมือหมอหมอก็บอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องเป็นห่วง แต่รอเท่าไหร่นายก็ไม่ฟื้นสักที! ฉันร้องไห้ไปตั้งสองรอบ” อาโอมิเนะถึงได้สังเกตคราบน้ำตาบนแก้มนวล “ฉันกลัว กลัวมากเลยว่าอาโอมิเนจจิจะทิ้งฉันไป ถ้านายไม่ตื่นฉันจะทำยังไง??”

            “คิเสะ” อาโอมิเนะใช้มือข้างขวาซึ่งไม่ต้องเข้าเฝือกโอบรอบคออีกฝ่ายแล้วกดให้มาซุกอก คิเสะสะอื้นเบาๆแล้วจับเสื้ออีกฝ่ายไว้แน่น “ฉันไม่ทิ้งนายไปไหนหรอก...นายนั่นแหละจะทิ้งฉัน”

            คิเสะละมือที่จับเสื้ออีกฝ่ายมาทุบอกแกร่งอย่างแรงและรัว “ไอ้บ้า! นายนั่นแหละทิ้งฉัน นายทิ้งฉันให้นั่งอยู่คนเดียวกับเค้กก้อนใหญ่...ถ้าไม่มีนายฉันก็ไม่อยากกิน” คนผมทองระบายออกมาเสียงดัง “ฉันเสียใจแทบตาย!...เกือบจะเสียตัวแล้วด้วย” ประโยคหลังพึมพำกับตัวเองเบาๆ ดีที่คนผิวแทนไม่ได้ยิน “นายมันงี่เง่าและปัญญาอ่อนที่สุด แล้วยังมาเจ็บตัวอีกนะ แขนหักขาหักแบบนี้ก็เล่นบาสไม่ได้แล้วด้วย นายคิดว่าฉันมีความสุขมากสินะ! เอาอนาคตนายมาทิ้งตรงนี้มันคุ้มไหม!?”

            “คิเสะ...ฉันเจ็บ” อาโอมิเนะโอดครวญเมื่ออีกฝ่ายทุบเขาไม่หยุด

            คนผมทองชะงักแล้วรีบผละออกมาทันที ปาดน้ำตาแล้วกระแอมไออย่างมีมาด

            “โทษที ลืมตัวไปหน่อย”

            อาโอมิเนะยิ้ม กระชากข้อมืออีกฝ่ายให้ล้มลงมาทับ คิเสะตาเหลือก กลัวว่าจะทับแผล แต่คนผิวแทนกลับล็อคตัวเขาให้นอนทับบนตัวข้างขวาและกดหัวให้ซุกกับอก

            “ฉันดีใจนะที่นายไม่ไปกับหมอนั่น...”

            “ให้ทำไงได้” คิเสะถอนหายใจ “มีคนงี่เง่าสลบเหมือดอยู่นี่”

            คนผิวแทนหัวเราะออกมา กดจูบลงบนหน้าผากขาวนวลนั่นด้วยความเอ็นดู มือกอดอีกฝ่ายไว้แน่น...เขาจะไม่ยอมให้คิเสะวิ่งหนีไปอีกแล้ว ไม่อีกแล้ว

            คิเสะหลับตากับสัมผัสอบอุ่น จนกระทั่งอีกฝ่ายถอนริมฝีปากไป

            “คิเสะ”

            ดวงตาสีอำพันเหลือบขึ้นมอง มือเรียวทาบลงบนแผ่นอกอีกฝ่ายแล้วไล้ไปมาเบาๆอย่างโหยหา ซุกใบหน้าแนบแน่นไม่ยอมผละจาก

            “อื้อ?”

            “ฉันรักนายนะ”

            คิเสะเบิกตากว้าง รู้สึกเหมือนน้ำตาคลอ “จู่ๆทำไมถึง...”

            “ฉันกลัวนายจะหนีไปอีก” อาโอมิเนะถอนหายใจ กอดอีกฝ่ายแน่นขึ้น “ฉันไม่อยากให้นายเข้าใจผิด ฉันห่วงเท็ตสึก็จริง แต่ฉันไม่ได้รักเท็ตสึแล้ว ฉันแค่กลัวว่า...ถ้าฉันบอกนายไปว่าฉันไปตามนัดไม่ได้เพราะต้องดูแลเท็ตสึ นายจะเข้าใจผิดว่าเราอยู่ด้วยกันหรือไม่ก็แอบนัดกันอีก...”

            “...” คนผมทองไม่ได้พูดอะไร ซุกหน้าลงกับร่างอีกฝ่ายเงียบๆ

            “ฉันรักนายนะ รักนายคนเดียว”

            “รู้อะไรไหมอาโอมิเนจจิ”

            สุดท้ายคิเสะก็เงยหน้าขึ้นมา คลี่ยิ้มออกมา...เป็นรอยยิ้มที่สวยงามที่สุดเท่าที่อาโอมิเนะเคยเห็น ดวงตาของอีกฝ่ายมีน้ำใสคลออยู่จางๆทำให้ดวงตาดูแวววาวน่าดึงดูด ริมฝีปากเป็นสีแดงระเรื่อ

            “ถ้านายพูดว่า ‘ฉันรักนาย’ ออกมาตั้งแต่แรก” คิเสะกดจูบลงบนแก้มเขา “ไม่ว่าเรื่องอะไรฉันก็ให้อภัยทั้งนั้น ขอแค่อาโอมิเนจจิรักฉันก็พอ”

            “...คิเสะ” อาโอมิเนะรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกที่ลำคอ คิเสะรักเขามากจริงๆ รักจนเขารู้สึกผิด รู้สึกเหมือนตัวเองโง่เหลือเกินที่ทำให้อีกฝ่ายเสียใจครั้งแล้วครั้งเล่า...

            คิเสะ เรียวตะยังคงยิ้มมองคนตรงหน้า มองใบหน้าคมเข้มของคนที่เขาหลงใหลมาตลอด มองใบหน้าของผู้ชายคนแรก และคงเป็นคนสุดท้ายที่เขารัก

            อาโอมิเนะลูบเรือนผมสีทองอันเป็นเอกลักษณ์นั่น ลำคอยังคงตีบตันด้วยความซึ้งใจและความรู้สึกผิด เขาสาบานกับใจตัวเอง...สาบานโดยไม่มีเสียงว่า...เขาจะไม่มีวันทำให้คิเสะเสียใจอีก

            แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยอะไร คนผมทองก็ทำให้เขาสะดุ้งโหยง

            คิเสะขยับตัวขึ้นจากการนอนเฉยๆมาเป็นคร่อมเขาโดยระวังไม่ให้โดนแขนกับขาซ้ายที่เจ็บ ดวงตาสีอำพันมองเขาอย่างเจ้าเล่ห์ หัวใจของอาโอมิเนะเต้นแรงกับใบหน้าแบบที่ไม่เคยเห็น คนผมทองไล้มือไปมาบนแผ่นอกของเขา นิ้วเรียวปลดกระดุมบนของเขาออกสองเม็ด ทำให้คนผิวแทนแทบหยุดหายใจ

            “คิเสะ”

            คนผมทองไม่ตอบ คลี่ยิ้มแล้วแตะริมฝีปากลงบนลำคอ ขบเม้มสร้างรอยความเป็นเจ้าของ ลากลงมาอย่างช้าๆที่ไหปลาร้า วนไปวนมาอย่างยั่วยวน

            “คิเสะ...อย่ายั่วฉัน” อาโอมิเนะกัดฟันแน่นอย่างสะกดอารมณ์ อยากจับคนตรงหน้ากดลงกับเตียงแล้วฟัดซะให้หมดฤทธิ์! ติดที่สังขารไม่เอื้ออำนวยเนี่ยสิ

            “หืม ทำไมล่ะ” คิเสะพูดเสียงหวาน แลบลิ้นเลียเบาๆที่บ่าแกร่ง อาโอมิเนะหลับตาแน่น มือข้างขวาที่ใช้การได้โอบรัดอีกฝ่ายแน่น ก่อนจะสอดเข้าไปในเสื้อตัวหนา ลูบไล้ผิวกายบางอย่างหลงใหล และคิเสะก็ยอมแต่โดยดี

            “อื้อ...” คนผมทองครางออกมาเมื่อนิ้วแกร่งบีบยอดอกอย่างแผ่วเบา อาโอมิเนะแลบลิ้นเลียริมฝีปาก ชะโงกหน้าไปซุกกับคอหอมกรุ่น คิเสะยอมก้มหัวลงมาให้อีกฝ่ายซุกไซ้เขาได้ถนัดขึ้น

            “คิเสะ...” อาโอมิเนะพึมพำ ดูดเม้มไปทั่วลำคอนั้นด้วยความรุนแรงเล็กๆ คิเสะบิดตัวไปมาด้วยความเสียวซ่าน มือของอีกฝ่ายลากลงจากแผ่นหลัง ลงไปที่บั้นท้ายขาวนวล

            “อ้ะ!” คนผมทองชะงักเมื่อถูกบีบก้อนเนื้อตรงสะโพกอย่างแรง “เจ็บนะ”

            “อยากยั่วดีนัก” คนผิวแทนกัดฟันอย่างหมั่นเขี้ยว มือหนาสอดเข้าไปในกางเกงอีกฝ่ายและขยำก้อนเนื้อนั้นด้วยความกระหาย นิ้วเรียวไล้ลงไปที่ร่องตรงกลาง ไปหยุดที่ช่องทางที่ไม่เคยได้ใช้มาก่อน ดวงตาสีน้ำเงินเป็นประกาย กดนิ้วลงไปช้าๆ

            และตอนนั้นเอง...คิเสะก็ดึงมืออีกฝ่ายออกอย่างรวดเร็ว และพลิกตัวลงไปนั่งอยู่ข้างเตียงเหมือนเดิม

            “หา...” อาโอมิเนะชะงักกึก อารมณ์ค้าง “อะไรของนาย...”

            “นายเจ็บอยู่นะ” คิเสะขยิบตาอย่างกวนประสาท “หักโหมมากไม่ดีนะจ้ะ”

            “บ้าอะไร!” คนผิวแทนแทบจะเต้นเร่าๆ “กลับมาสะสางให้เสร็จเลยนะ นายทำฉันอารมณ์ค้าง แบบนี้ฉันก็ขาดใจตายพอดี”

            “ตายไปเลย” คิเสะแลบลิ้น “ฉันจะมีอะไรกับนายตอนนายหายสนิทแล้วเท่านั้น หมอบอกว่าประมาณสองเดือน...” คนผมทองลากเสียง อาโอมิเนะอ้าปากค้าง

            “สองเดือน!?”

            “ช่าย สองเดือน” คิเสะพยักหน้าหงึกงัก “รอไปก่อนนะอาโอมิเนจจิ ฮ่าๆๆ”

            คนผมทองหัวเราะอย่างสะใจแล้วรีบวิ่งหนีเข้าห้องน้ำเมื่ออีกฝ่ายแยกเขี้ยวแล้วคว้าแก้วน้ำบนหัวเตียงเหมือนจะปาใส่เขา ร่างเพรียวจับขอบอ่างล้างหน้าแล้วหัวเราะออกมา

            เสียงโวยวายด้านนอกทำให้คิเสะยิ้มไม่หุบ หัวใจพองโต

            อาโอมิเนจจิรักฉัน...

            เขาพูดออกมาชัดเจนว่า ‘รัก’

            คิเสะหัวเราะกับตัวเอง เขารู้ว่ามันฟังดูงี่เง่าเป็นบ้า ทั้งๆที่อีกฝ่ายทำให้เขาร้องไห้เสียใจขนาดนั้นแท้ๆ แต่สุดท้ายเขาก็ยังซมซานกลับไปหาอยู่ดี เขารู้ว่าใครๆก็คงมองว่าเขาโง่ที่เจ็บแล้วไม่จำสักที แต่ในเมื่อรักไปแล้ว...จะให้ทำยังไง

            ครั้งนี้...หวังว่าเรื่องทุกอย่างคงจบได้สักที

            คนผมทองยิ้มบาง มองตัวเองในกระจกซึ่งมีสีหน้าสดใส

            ...หวังว่าคากามิจจิกับคุโรโกจจิจะลงเอยด้วยดีนะ...

            “คิเสะ!” เสียงอีกฝ่ายยังโวยวายไม่หยุด “ออกมาจากห้องน้ำนะ!”

            “ไม่” เขาตะโกนกลับ “ออกนายก็ปล้ำฉันอ่ะดิ ฮ่าๆๆ”

            “หนอย” ได้ยินเสียงคนผิวแทนพูดอย่างเหี้ยม “คอยดูนะ หายดีเมื่อไหร่ฉันจะเอาเช้าเอาเย็น เอาให้เดินไม่ได้ไม่ต้องออกจากห้องเลย”

            คนผมทองขนลุกวาบ รู้สึกร้อนๆหนาวๆ

            ล้อเล่น...สินะ?

 

 

 

 

            ย้อนกลับไปไม่กี่ชั่วโมงก่อน

            คากามิถอนหายใจในขณะก้มลงมองนาฬิกา อีกยี่สิบนาทีก็สองทุ่มแล้ว ดูเหมือนคิเสะคงจะคืนดีกับอาโอมิเนะแล้วล่ะมั้งถึงได้ไม่มา...

            คนผมแดงถอนหายใจ กระเป๋าสีชมพูแปร๋นนั่นเขาก็โหลดขึ้นเครื่องไปแล้วด้วย สงสัยต้องให้อีกฝ่ายไปติดต่อเอาเองอ่ะนะ ...มือหนาล้วงลงไปหยิบตั๋วเครื่องบินสองใบขึ้นมา คิเสะให้เขาเป็นคนเก็บไว้ และก็ดีแล้วล่ะ เพราะสุดท้ายอีกฝ่ายก็ไม่ได้ใช้

            ร่างสูงลุกขึ้นยืน กำลังจะเดินขึ้นเครื่องอย่างตัดใจ

            วินาทีสุดท้ายเขาหันหลังกลับไปมองผู้คนที่เดินสวนกันไปมาอีกครั้ง

            และแล้วดวงตาสีเพลิงก็เบิกกว้าง เมื่อเห็นร่างของใครบางคนที่เขาคุ้นเคย ร่างของใครบางคนที่ถ้าไม่สังเกตก็จะกลืนหายไปกับผู้คน...เพียงแต่เขากลับมองเห็นได้ชัดเจน

            และเหมือนอีกฝ่ายคงจะรู้ว่าเขามองเห็นแล้ว ดวงตาสีสวยนั้นถึงได้เบิกกว้าง พร้อมกับร่างเล็กๆที่หมุนตัวกลับไปแทบจะทันที

            คากามิพุ่งเข้าไปด้วยความรวดเร็ว เร็วพอที่จะคว้าแขนอีกฝ่ายไว้ได้

            “คุโรโกะ!”

            ร่างเล็กหันมามองเขา ใบหน้าเรียบเฉย

            “น...นาย” เขาพูดอะไรไม่ออก ความรู้สึกมากมายอัดแน่นในอกเมื่อได้เห็นหน้าอีกฝ่าย เขาไม่ยอมปล่อยมือจากข้อมือเล็กแม้อีกฝ่ายจะพยายามดึงกลับ

            “นายเป็นไงบ้าง”

            สุดท้ายก็ถามออกไปแบบโง่ๆ คุโรโกะเบือนหน้าหนี

            “ก็อย่างที่คุณเห็น”

            คากามิขมวดคิ้ว ถ้าอย่างที่เขาเห็นล่ะก็...บอกได้เลยว่าอีกฝ่ายสภาพไม่ค่อยดี ใบหน้านั้นขาวซีดจนน่ากลัว แถมแขนที่จับนั้นก็ร้อนกว่าปกติ คนผมแดงเหลือบมองหน้าต่าง คงเพราะอาการเย็นแล้วอีกฝ่ายยังดันทุรังแอบมาส่งเขาถึงนี่

            “ทำไมถึงมาที่นี่ทั้งๆที่ไม่สบาย อากาศเย็นมากนะ”

            ทันทีที่เขาพูดออกไปก็อยากจะตบปากตัวเอง เพราะดวงตาสีฟ้าใสเบิกกว้างขึ้นพร้อมกับสั่นระริก แรงขัดขืนที่ข้อมือก็หายไป

            “ผมก็ไม่รู้...ว่าทำไมตัวเองยังดันทุรังมาถึงนี่”

            “คุโรโกะ” เขาเรียกชื่ออีกฝ่ายที่ก้มหน้าหนี หยิบตั๋วสองใบในกระเป๋ากางเกงออกมา “คิเสะไม่มาแล้วล่ะ หมอนั่นคงคืนดีกับอาโอมิเนะไปแล้ว” เขาถอนหายใจ “เดิมทีอเล็กซ์ส่งมันมาให้ฉันกับนาย ถ้านายอยากจะ...”

            “ขอให้คุณโชคดีนะครับ”

            คนผมฟ้าสวนขึ้นมาก่อนเขาจะพูดจบ มือเล็กๆถือโอกาสดึงออกจากการจับกุมของเขาแล้วหมุนตัวเดินหนี คากามิเบิกตากว้างอย่างใจหาย กระชากแขนอีกฝ่ายกลับมาอีกครั้ง

            “เดี๋ยวคุโรโกะ!”

            ดวงตาสีฟ้าใสเบิกกว้างเมื่ออีกฝ่ายกระชากเขาเข้าไปแนบตัว ใบหน้าคมก้มลงมาพร้อมกับเรียวปากที่ทาบลงที่ริมฝีปากเขา ลิ้นอุ่นร้อนสอดแทรกเข้ามาอย่างร้อนแรง คนผมฟ้าพยายามดันตัวคนตรงหน้าออกแต่ไม่เป็นผล คากามิใช้แขนสองข้างรัดร่างเขาไว้แน่นจนเจ็บ คุโรโกะน้ำตาซึมกับสัมผัสรุนแรง คนตรงหน้าจูบเขาอย่างจาบจ้วงจนทำให้ปวดหนึบที่ใจ

            ทันทีที่อีกฝ่ายถอนริมฝีปากออกไป คุโรโกะก็เงยหน้าขึ้นอย่างรอฟังคำอธิบาย

            คากามิ ไทกะจึงอึกอักอย่างไม่รู้จะเรียบเรียงคำพูดอย่างไร

            เขาไม่ได้เป็นคนอ่อนโยนเหมือนคิเสะ ไม่ได้ใช้คำพูดสวยงามเหมือนคุโรโกะ เขาอาจจะดูเหมือนคนโผงผาง หากแต่ไม่สามารถเรียบเรียงถ้อยคำให้ออกมาจากใจจริงๆได้...

            ตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่พยายามโทรและส่งข้อความไปหาคุโรโกะ เขาไม่รู้จะบอกยังไงถึงสิ่งที่ตัวเองคิด ยิ่งต้องพิมพ์ยิ่งแล้วใหญ่ สุดท้ายก็เลยได้แต่ส่งข้อความงี่เง่าไป

            ยิ่งข้อความล่าสุดที่พยายามต่อบทสนทนาให้ยาวขึ้นด้วยการพูดถึงคิเสะ ยิ่งดูแย่เข้าไปอีก ตอนคิเสะมาเห็นนี่แทบจะด่าเขาเลยทีเดียว

            และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเกลียดนิสัยนี้ของตัวเอง

            “ฉัน...เอ้อ” คากามิพูดตะกุกตะกัก ถ้อยคำมากมายตีกันอยู่ในหัว อยากจะบอกกับอีกฝ่าย...ว่าเป็นห่วงแค่ไหนยามเห็นใบหน้าขาวซีดกับดวงตาที่แห้งแล้งนั่น อยากจะบอกว่า...ให้ไปกับเขาตอนนี้จะต้องพูดยังไง

            พูดยังไงนายถึงจะเข้าใจ?

            ว่าฉันน่ะ...ฉันน่ะ...

            “ฉันคิดว่าตอนนี้ อาโอมิเนะก็ไปคืนดีกับคิเสะแล้ว เขาคงไม่ดูแลนายแล้วล่ะ เพราะงั้นไปอเมริกากับฉันเถอะ ฉันจะดูแลนายเอง”

            ไม่...

            ไม่ใช่แบบนี้นี่...

            แหมะ

            คนตัวสูงชะงักทุกคำพูดทันที

            แหมะ แหมะ

            คากามิยืนตัวแข็งค้างกับภาพตรงหน้า

            คุโรโกะที่ยืนตัวสั่น เขาเพิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายตัวเล็กมากก็วันนี้ ไหล่สองข้างงุ้มลงเหมือนไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าขาวซีดที่มองมาทางเขา และสิ่งที่ทำให้เขาตกใจมากที่สุดคือ...

            น้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาสีฟ้าใสนั่น

            คนผมแดงกำมือแน่นทันที...เขาไม่เคยเห็นคุโรโกะร้องไห้มาก่อนเลย ไม่ว่าจะเสียใจแค่ไหนคนตรงหน้าก็ไม่เคยร้องไห้เลยสักครั้ง ตอนนี้ใบหน้าเล็กๆนั่นดูเศร้าจนเขาพูดไม่ออก อีกฝ่ายไม่ได้สะอึกสะอื้นหากแต่น้ำตาไหลพรากไม่หยุด

            “พอเถอะครับ”

            คุโรโกะเอ่ยขึ้นอย่างยากลำบาก รู้สึกปวดหัวและปวดใจจนแทบยืนไม่อยู่ ดวงตาพร่าเลือนเพราะหยดน้ำตาและพิษไข้ การร้องไห้ครั้งแรกในรอบหลายปีทำให้รู้สึกแน่นหน้าอก ราวกับความรู้สึกที่ฉาบไว้ข้างในพากันล้นทะลักออกมา ปวดจนอยากจะทิ้งตัวลงแต่เขาก็ยังพยายามฉีกยิ้มบางๆออกมาให้อีกฝ่าย เขาเข้าใจแล้ว...ว่าทำไมคิเสะคุงถึงชอบฝืนยิ้ม

            เพราะมันช่วยปกปิดสีหน้าที่อ่อนแอไว้ได้...

            “คุณไม่ต้อง...มาสงสารผมหรอก”

           

            ร่างสูงของคนผมแดงทรุดตัวลงนั่งอยู่กับพื้นอย่างหมดแรง ดวงตาสีเพลิงยังจับจ้องค้างอยู่ที่แผ่นหลังบางซึ่งเดินหายเข้าไปในฝูงชนราวกับไม่เคยอยู่มาก่อน

            ...เขาไปแล้ว...

            ...คุโรโกะไปแล้ว และฉันเองที่ไม่ยอมรั้งเขาไว้...

            ทั้งๆที่ตอนแรกฉันเลือกที่จะจากไป เลือกที่จะไปอเมริกาเองแท้ๆ แต่พอได้เจออีกฝ่าย ได้เห็นใบหน้าที่อ่อนแอนั่น ได้เห็นอีกฝ่ายเดินจากไป...

            มันเจ็บเจียนตายเลยทีเดียว

            ถ้าตอนนี้คิเสะคือคนที่เขาอยากให้ยิ้มมากที่สุด

            คุโรโกะ...ก็คือคนที่เขาไม่อยากให้ร้องไห้มากที่สุด

            คากามิยิ้มบาง ยิ้มอย่างไม่ได้มีความสุข จู่ๆริมฝีปากก็ฉีกยิ้มออกมา และตอนนั้นเองพนักงานสาวคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาเขา พร้อมกับหยิบตั๋วในมือเขาไปดู

            “คุณคะ เครื่องกำลังจะออกแล้วค่ะ”

            เขาหันไปมองอีกฝ่าย หรี่ตาเมื่อภาพตรงหน้าพร่าเบลอ

            ...ทำไมกัน?...

            “คุณเป็นอะไรรึเปล่าคะ งั้นเดี๋ยวดิฉันพยุงขึ้นเครื่องนะคะ” หล่อนโค้งอย่างขออนุญาตก่อนจะพยุงเขาที่คุกเข่าอยู่กับพื้นให้ลุกขึ้น และเดินเข้าไปในทางขึ้นเครื่องบิน

            แล้วหล่อนก็ทำหน้านึกได้ ก่อนจะล้วงกระเป๋าเสื้อแล้วส่งผ้าเช็ดหน้าให้เขา

            “นี่ค่ะ”

            เขาเหลือบมอง ถามเสียงแหบพร่า “อะไร”

            “ผ้าเช็ดหน้าค่ะ” เธอยิ้ม มองเขาอย่างเห็นใจ

            “น้ำตาคุณไหลไม่หยุดเลย”

 

 

 

 

 

ความสงสารของคุณกำลังฆ่าผมทั้งเป็น

By Kuroko Tetsuya


 

 

 

 

 

หายไปนานมากกกกกกก

แพรวปิดเทอมแล้วค่ะ แต่เป็นปิดเทอมที่ไม่ใช่ปิดเทอม=__=เรียนพิเศษทุกวันตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น ตอนกลางคืนก็ต้องทำโจทย์ที่เรียนพิเศษด้วย ไม่ได้แตะคอมมาสามอาทิตย์แล้วค่ะ (ไอ้ที่เห็นไปเม้นๆฟิคคนอื่นไม่ใช่อะไรค่ะ...เล่นโทรศัพท์เวลาเรียน...) แพรวขึ้นม.6เตรียมเอ็นท์แล้ว และเพราะอยากเป็นหมอก็เลยเรียนเยอะT_T//สู้ต่อปายยยยยย

มาพูดถึงฟิคต่อ...ตอนนี้บาคากามิได้กลายเป็นตัวร้าย วะฮะฮ่าๆๆๆ จริงๆที่ตั้งใจจะสื่อก็คือ...ตอนแรกเหมือนคู่ฟ้าเหลืองจะมีปัญหามากที่สุด แต่กลับกลายเป็นว่าลงเอยกันได้ง่ายกว่า แต่อีกคู่ที่ตอนแรกเหมือนไม่มีอะไร (มามีตอนหลังๆเนี่ย) กลายเป็นว่าไม่ลงเอยกันสักที ต้องรอดูตอนหน้าว่าจะจบยังไง มีพลิกล็อคมั้ย? //แอบสงสารคนอ่าน ทำร้ายกันจนวินาทีสุดท้ายเลยจริงๆ

อ่านจากหลายๆเม้น แพรวอยากทำหนังสือเก็บไว้เหมือนกัน แต่ก่อนที่เล่นเว็บเด็กดี เคยแต่งฟิคนารุโตะไว้ ยาวแบบนี้เลย (ติดนิสัยจบไม่ลงค่ะ ฮาาาาา) เคยเปรยๆว่าอยากทำหนังสือเหมือนกัน แต่รู้สึกนั่นมันเมื่อสามสี่ปีที่แล้ว ยังไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย=__= (ฟิคที่แต่งตอนนั้นยังไม่วายเลย คุคิ)

อันที่จริงกลัวทำแล้วขายไม่ออกด้วยTT_TT เวลาก็น้อย ถ้าจะทำต้องรอปีหน้า เอ็นท์เสร็จค่อยว่ากัน (อยากลองไปนั่งขายในงานการ์ตูนบ้าง อะเคะๆๆ) จริงๆอยากทำแล้วมีตอนพิเศษสี่ตอน ฟ้าเหลืองตอนหนึ่ง ฟ้าดำตอนหนึ่ง ไฟเหลืองตอนหนึ่ง ไฟดำตอนหนึ่ง (แต่คงได้แค่ฝัน...)

พล่ามมาซะยาว =__= ขออีกนิด จะบอกว่าฉากม่วงน้ำแข็งในตอนนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเอ็นการ์ดของครก.ซีซันสองค่ะ คาดว่าหลายๆคนคงเห็นแล้ว



ภาพนี้นั่นเอง อร๊ายยยยย

คือแบบมันใช่อ่ะะะะะ ทำไมมันถึงได้กร๊าวววขนาดนี้ คือสายตามุคคุงมันแบบ ฟฟฟฟ

พร่ำเพ้อมาเยอะละ ตอบเม้นดีกว่า

ปล. ใครคาดหวังเอ็นซี โปรดอย่าหวังเลยค่ะ555 มากสุดได้เท่านี้ล่ะ ตอนหน้าไม่มีแว้ววว (ตอนหน้าจบแล้วอ่า...)


 

 

ตอบเม้น 


@Nun อาโฮ่ไม่เป็นไรค่า เหลือครก.นี่แหละ=_=รออ่านตอนหน้าค่ะ555


 

@-reed- อย่าบ่นอาโฮ่เลยค่ะ ปล่อยเขาอาโฮ่ต่อไป (?) ไม่รู้แบบนี้เรียกว่าเรื่องนี้มีความโชคร้ายมั้ย (ถ้ามีคนที่ได้รับก็คงเป็นครก.นี่แหละ ฟฟฟฟ) ส่วนฟิคเรื่องหน้า คีจังไม่ตัวร้ายแน่ค่ะ! ยังไงคีจังก็ต้องเป็นนางเอกกกก


 

@yoyo1122  จริงๆก็อยากจบแบดเอนด์ค่ะ แต่สงสัยคงโดนประณาม555 ดีใจที่เรื่องนี้ทำให้คนอ่านได้จิ้นแบบเตลิดเปิดเปิงนะคะ-.-


 

@kazahana เสียใจด้วยค่ะ...แต่อาโฮ่ยังไม่จากไปนะคะ555 ส่วนเรื่องพี่ไฟกับครก.ต้องรออ่านต่อตอนหน้าค่ะ อาคาชิซามะก็โผล่ตอนหน้าเช่นกานนนน


 

@minyah คีจังตัดอาโฮ่ไม่ขาดค่ะ แล้วนิสัยหมาน้อยนั่นก็แก้ไม่หายด้วย=..= ไม่ต้องห่วงค่ะ เรื่องหน้ารับรองอาโฮ่อ่วมแน่!


 

@penelpe  เม้นเยอะๆอ่านสนุกดีค่ะ แพรวชอบ=..= ตอนนี้น้องครก.น่ารักน่าสงสารสุดติ่งงงงแล้วค่ะ ตอนหน้าอาคาชิซามะโผล่มาแน่นอน รออ่านนะค้า


 

@fukaze คิเสะเป็นมาโซค่ะ และนี่เหนือสิ่งอื่นใดคือเสียใจแค่ไหนก็รักอาโฮ่ หนีไปหนีมาแต่ก็ไม่ได้ตัดใจจริงจังสักที สุดท้ายก็กลับไปหาค่ะ =_= ตอนนี้เหลือแค่คู่พี่ไฟกับครก. (แต่ไม่ต้องห่วง ฟ้าเหลืองตอนหน้าก็ยังโผล่มาค่า)


 

@Fc knb อาโฮ่ลงทุนเรียกเรทติ้งคืนค่ะ (ได้ผลมั้ยเนี่ย...) คู่ครก.ก็ยังต้องลุ้นต่อไป555


 

@aqua-rainmie  ใช่ค่ะ ดูอนิเมะแล้วหลงรักอาโฮ่...ทำไมมันหล่อฟะะะะะ 


 

@siwonoppa1013  ไม่ต้องตกใจค่ะ อาโฮ่ไม่เป็นไรแล้ว...เหลือแต่น้องครก....


 

@raindelalune ใช่ค่ะ=W+ เพราะว่าคีจังเป็นหมาน้อยก็เลยรอให้เจ้าของตัดสินใจ พอเขาเลือกตัวเองก็วิ่งกลับไปหา (โดนแม่ยกรุมเตะ //ได้ข่าวว่าหล่อนก็เป็น) ส่วนครก.ไม่รับสายเพราะอะไรตอนนี้น่าจะรู้ เหมือนกับคากามิเองก็ไม่ได้แคร์ตัวเองเลย (จริงๆแคร์นะ...แต่เพระาเป็นบาคากามิก็เลยงี่เง่า) จะจบยังไงต้องรอต่อไปค่า


 

 

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามค่ะ รักรีดเดอร์ที่สุดดดดด

edit @ 15 Mar 2014 22:30:24 by PamaiPraewa

[Fic KNB] Broken Arrow #Chapter21

posted on 11 Feb 2014 18:09 by praewasri in Fiction directory Fiction, Cartoon

Fanfic : Kuroko no basket

Title : Broken Arrow

Auther : Pamaipraewa

Pairing : Aokise / Kagakise , Aokuro / Kagakuro

 

 

Note : ใกล้จบแล้ว คู่อะไรน้าคู่อะไร?

 

ทนำ   Chapter1  Chapter2  Chapter3 

 

 Chapter4  Chapter5  Chapter6  Chapter7

 

Chapter8  Chapter9  Chapter10 

 

Chapter11   Chapter12  Chapter13

 

Chapter14  Chapter15  Chapter16

 

Chapter17  Chapter18  Chapter19

 

 

 

 

Chapter 21

           

 

            “เฮ้ เท็ตสึ ไปนั่งทำอะไรตรงนั้นน่ะ”

            คุโรโกะ เท็ตสึยะหันไปตามเสียงเรียก ใบหน้าของเขาขาวซีดเนื่องจากอากาศที่เย็นชืด ร่างสูงผิวสีแทนเดินเข้ามาหาเขาที่ยืนอยู่หน้าระเบียง เงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีเกล็ดน้ำแข็งบางร่วงลงมา

            “แค่ออกมา...ดูหิมะน่ะครับ” คนผมฟ้าตอบเสียงเบา อาโอมิเนะเดินมายืนข้างๆ ใบหน้าคมสันเงยหน้าขึ้นมองบ้าง ดวงตาสีน้ำเงินเข้มสะท้อนประกายลึกล้ำ

            “หนาวจังนะ”

            ร่างสูงพึมพำออกมาเบาๆ “หนาวจับใจเลย”

            ร่างเล็กหันไปมองแทบจะในทันที และเมื่อเห็นสีหน้าหม่นหมองของอีกฝ่ายเขาก็อดที่จะถอนหายใจไม่ได้ อยากจะปลอบใจอีกฝ่าย...แต่เขาเองก็เศร้าใจไม่ต่างกันเลย

            “คุณคง...จะคิดถึงคิเสะคุงมากสินะครับ”

            อาโอมิเนะหันมามองอีกฝ่ายทันที ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางเบา รอยยิ้ม...ที่ไม่ได้มีความสุขเลยแม้แต่น้อย “อ่า...นั่นสินะ” คนผิวแทนพูดเสียงเบา “แต่เขาคงไม่คิดถึงฉันหรอก”

            คุโรโกะรู้สึกเจ็บแปลบทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น

            หลังจากวันที่คิเสะกับคากามิมาหาอาโอมิเนะที่คอนโดก็ผ่านไปเกือบจะครบหนึ่งอาทิตย์แล้ว หลังจากหายไข้คุโรโกะก็ตัดสินใจเล่าเรื่องแหวนที่ไปเจอมาในห้องคิเสะให้อาโอมิเนะฟัง รวมถึงเรื่องรูปในโทรศัพท์ และอดีตของสองคนนั้น...

            อาโอมิเนะไม่มีท่าทีตกใจ แต่สิ่งที่สังเกตได้ชัดคือ...

            ความเจ็บปวด

            และตอนนั้น...คนผิวแทนก็เปิดปากเล่าบางอย่างออกมา

            บางอย่างที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน...

            ‘ฉันไม่เคยได้เข้าไปในห้องนอนที่บ้านคิเสะสักครั้ง’

            ‘...หา’ คุโรโกะอึ้ง อาโอมิเนะยิ้มบางเบา

            ‘ตอนแรกที่ตกลงกันว่าจะย้ายไปอยู่ด้วยกัน ฉันอยากจะย้ายไปอยู่ที่บ้านคิเสะ นายก็รู้ว่าแม่ฉันเอาบ้านไปจำนองแล้ว เพราะงั้นตอนนั้นฉันไม่มีที่อยู่...แต่คิเสะก็ไม่ยอม ไม่ว่าจะขอร้องหรือตะคอกหมอนั่นก็ไม่ยอมให้ฉันเข้าห้องนั้น...’ อาโอมิเนะ ไดกิหัวเราะเสียงสั่น ‘คงเป็นเพราะในห้องนั้นมีความทรงจำของคิเสะกับหมอนั่น คิเสะคงเก็บทุกอย่างไว้ในห้องนั้น ไม่ยอมให้ฉันได้เห็นเด็ดขาด...แต่ก็ไม่ยอมเอาออก แท้จริงแล้วคิเสะก็คงไม่เคยลืมหมอนั่นได้จริงๆ’

            คุโรโกะเม้มปาก มองอาโอมิเนะที่เบือนหน้าไปทางอื่น ‘แต่ฉันเองก็ดื้อเหมือนกัน เพราะอยากอยู่ด้วยกันก็เลยยอมเช่าคอนโดแพงๆแล้วบังคับให้หมอนั่นย้ายมาอยู่ด้วย ถ้าไม่ได้รุ่นพี่คาซามัตสึของหมอนั่นช่วยหางานให้...ฉันก็คงไม่รู้จะทำยังไง’

            ‘อาโอมิเนะคุง...’

            ตอนนั้นเขากอดอีกฝ่ายอย่างปลอบใจ เขาคิดมาตลอดว่าคิเสะชอบอาโอมิเนะมากไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...ไม่คิดเลย ว่าจริงๆแล้วคิเสะเองก็เคยรักใครบางคน...จนใจร้ายได้ขนาดนี้

            “คิดๆแล้วฉันมันโง่ชะมัด”

            เสียงทุ้มของคนตัวสูงเรียกให้คุโรโกะหลุดจากภวังค์ อาโอมิเนะหันมามองหน้าเขาพร้อมกับหัวเราะเบาๆ “นายน่ะ...รักไอ้หัวแดงนั่นมากใช่มั้ย”

            “...” คุโรโกะชะงักงัน

            “ฉันสังเกตนะ...ตอนจูบกันน่ะ” ดวงตาสีน้ำเงินเลื่อนลอย ทั้งที่อีกฝ่ายมองหน้าเขาอยู่แท้ๆแต่เขากลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดถึงบางสิ่งที่อยู่แสนไกล “นายจูบตอบฉันก็จริง...แต่หัวใจนายเต้นราบเรียบมาก” คุโรโกะสะดุ้ง

            อาโอมิเนะหัวเราะอีกครั้งกับท่าทางอีกฝ่าย “นายไม่รู้สึกอะไรกับจูบของฉันเลยใช่มั้ย”

            “...ครับ”

            “ใจร้ายจัง ฮ่ะๆๆ”

            “คุณเองก็เหมือนกันไม่ใช่หรือไง” ดวงตาสีฟ้าใสหรี่มองอีกฝ่าย “จูบกันแท้ๆหลับตาสนิทเลยนะ กำลังคิดว่าจูบกับใครงั้นเหรอครับ?”

            “...”

            ความเงียบเข้าเกาะกุม ทั้งสองคนหันไปมองท้องฟ้าอีกครั้ง เกล็ดหิมะเกล็ดหนึ่งร่วงลงมาแปะบนแก้มของร่างสูง อาโอมิเนะเงยหน้า ปล่อยให้มันละลายและไหลลงมาตามใบหน้าของเขา

            “เราสองคนนี่โง่ชะมัด” คุโรโกะพึมพำ

            “นั่นสินะ” อาโอมิเนะพึมพำตอบ “ฉันไม่น่า...ไม่น่าเริ่มเรื่องนี้ขึ้นมาเลย”

            คุโรโกะหันไปมองหน้าอีกฝ่ายเหมือนพิจารณาอะไรสักอย่าง ก่อนที่จะถามขึ้น “อาโอมิเนะคุง ถ้าเกิดสมมติ...สมมติว่าคุณได้เจอคิเสะคุงอีกครั้ง คุณจะทำยังไงครับ”

            อาโอมิเนะหันมามองอีกฝ่ายอย่างตกใจ แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังนั่นเขาก็ถอนหายใจเบาๆ

            “ก็คงจะขอโทษ แล้วก็คงจะอ้อนวอนให้หมอนั่นกลับมาล่ะมั้ง”

            คนผมฟ้ายิ้มบาง “งั้นก็รีบทำเถอะนะครับ”

            “หา?”

            คุโรโกะมองคนตรงหน้า หวนคิดถึงสิ่งที่ได้เห็นเมื่อเช้า

            “รุ่นพี่คนสนิทของคากามิคุงที่ชื่อฮิมุโระ ทัตสึยะส่งข้อความมาบอกผม” คุโรโกะพูดเสียงราบเรียบ ใบหน้าเล็กเบือนไปอีกทางเลยมองไม่เห็นสีหน้า “คิเสะคุงกับคากามิคุงจะเดินทางไปอเมริกาวันนี้สองทุ่ม ถ้าคุณอยากทำอะไรก็รีบทำซะ”

            “หา! เรื่องจริงเหรอ” อาโอมิเนะเบิกตากว้างกับสิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน...คิเสะจะไปอเมริกางั้นเหรอ? ไปตั้งไกลแบบนั้น แล้ว...แล้วจะกลับเมื่อไหร่??

            จะไม่ได้เจอกันอีกแล้วงั้นเหรอ?

            คนผิวแทนเม้มปาก...นายอยากเลือกแบบนี้จริงๆน่ะเหรอ จะหลบหน้ากันตลอดไป จะหนีฉันไปไกลแสนไกลโดยไม่บอกอะไรสักคำ วิ่งหนีอยู่แบบนี้มันได้อะไรขึ้นมา!

            ไม่ยอมเด็ดขาด!

            “เท็ตสึ! งั้นฉันไปก่อนนะ!” อาโอมิเนะลนลานคว้าเสื้อโค้ทที่พาดอยู่ที่ราวระเบียง แต่แล้วก็ชะงักและหันมามองร่างเล็กอีกครั้ง

            “แล้วทำไมรุ่นพี่คนนั้นถึงส่งข้อความมาบอกนาย?”

            คุโรโกะหัวเราะเสียงเบาในลำคอ “เขาอาจจะยังโกรธคิเสะคุงที่ทิ้งน้องเขาไปก็ได้นะครับ เขาบอกว่าให้ผมรีบไปง้อคากามิคุงเร็วๆ”

            “แล้วนาย...?” คนผิวแทนมองอีกฝ่ายอย่างกังวล

            “ไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ” ดวงตาสีฟ้าใสมองตอบอย่างจริงจัง “จัดการเรื่องของคุณเถอะ”

            อาโอมิเนะพยักหน้ารับ ก่อนจะเปิดประตูห้องแล้วรีบผลุนผลันออกไปทันที

            ปึง!

            ทันทีที่เสียงประตูปิดดังขึ้น คุโรโกะก็ทรุดตัวนั่งลงตรงนั้นอย่างเหนื่อยอ่อน ใบหน้าเรียบเฉยที่ใช้ฉาบหน้ามาตลอดพังทลายลง เหลือเพียงใบหน้าซีดขาวของคนที่กำลังอ่อนแอเท่านั้น

            เขาอยากให้คิเสะคุงกับอาโอมิเนะคุงคืนดีกันเร็วๆ เพราะเขาไม่อยากเป็นต้นเหตุให้สองคนนั้นทะเลาะกัน เขาอยากเห็นเพื่อนทั้งสองคนมีความสุข ในเมื่อมองยังไงคิเสะก็รักอาโอมิเนะ ส่วนคนผิวแทนก็แค่ไม่กล้าไปหา...กลัวว่าจะเจออีกฝ่ายอยู่กับคนอื่นแล้วรับไม่ได้เท่านั้น

            หากแต่เรื่องของเขากับคากามินั้น...มันต่างกัน

            เขารักคากามิ ไทกะ คุโรโกะพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำ แต่เพราะอย่างนั้น...ถึงไม่กล้าไปเจอ ไม่อยากเข้าไปเป็นภาระให้อีกฝ่าย

            คิเสะอาจจะโกรธอาโอมิเนะจึงตัดสินใจไปอเมริกากับคากามิ เพราะคนผมทองชอบที่จะหนี หนีเหมือนเมื่อหลายปีก่อน ถ้าอาโอมิเนะพูดดีๆล่ะก็...คิเสะก็คงจะกลับมาหา

            แต่ในกรณีของเขา...คากามิคุงเป็นคนเข้าไปช่วยเหลือคิเสะ เป็นคนเข้าไปเสนอตัวดูแลและยินดีจะพาอีกฝ่ายไปรักษาแผลใจที่เมืองนอก เป็นคนเลือกที่จะเดินจากไป โดยไม่จำเป็นต้องมีเขา...ไม่จำเป็นต้องมีคุโรโกะ เท็ตสึยะ คากามิคุงไม่ได้เลือกเขา

            คุโรโกะหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะอันเย้ยหยัน เย้ยหยันให้กับตัวเองที่ไม่ยอมจำสักที...ว่าไม่มีใครต้องการเขา บทเรียนตอนคบกับอาโอมิเนะก็น่าจะสอนไว้แล้วว่า ทุกคนต่างรักคิเสะ เรียวตะ ไม่มีใครใส่ใจคุโรโกะ เท็ตสึยะ

            ไม่มีใครสักคน...ที่เลือกเขา

            แม้กระทั่งคากามิคุง...

           

 

 

 

 

            “เก็บของครบหมดแล้วแน่นะคิเสะ”

            ร่างโปร่งผมทองเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายที่ยืนค้ำหัวเขาอยู่ ยิ้มยิงฟันไปให้ “ครบ!”

            “ไม่ต้องเอาแผนที่ไปด้วยนะ...”

            “ชิ แผนที่ไม่ช่วยอะไรเลย” คิเสะเบ้ปาก คากามิหัวเราะเบาๆ โยกหัวอีกฝ่ายอย่างเอ็นดูก่อนจะขอตัวไปเก็บของใช้ส่วนตัวในห้องน้ำ

            คนผมทองถอนหายใจ วันนี้เป็นวันที่เขาจะต้องเดินทางไปอเมริกากับคากามิ คิดๆแล้วยังไม่ทันได้เตรียมใจเลยแหะ

            ดวงตาสีอำพันเหลือบมองโทรศัพท์ที่วางไว้บนหัวเตียง ยิ้มบางๆกับตัวเอง

            ...ยังหวังอะไรอีกหรือไง?...

            ...ผ่านมาตั้งหนึ่งอาทิตย์แล้ว ยังคิดว่าเขาจะมาง้ออีกหรือไง?...

            คิเสะอดไม่ได้ที่จะคิด ...ตอนนี้อาโอมิเนจจิจะทำอะไรอยู่น้า?...

            ...กำลังไปเดินเที่ยวกับคุโรโกจจิหรือเปล่า?...

            ...จะคิดถึงฉันบ้างมั้ย?...

            ครืด

            เสียงโทรศัพท์สั่นของข้อความทำให้คิเสะรีบคว้ามันมาทันที และเมื่อเห็นชื่อของคนที่ส่งข้อความเข้ามา หัวใจก็เต้นรัวอย่างน่าประหลาด

            ‘อาโอมิเนจจิ

            คิเสะ ไปเจอกับฉันที่ร้านเค้กเดิมนะ ได้โปรดเถอะ’

            ข้อความสั้น แต่กลับทำให้หัวใจเขาพองโต

            อาโอมิเนจจิบอกว่าได้โปรด...

            อาโอมิเนจจิกำลังขอร้อง...

            คิเสะหันไปมองร่างสูงที่เดินออกมาจากห้องน้ำ คากามิมองอีกฝ่ายที่กำลังกำโทรศัพท์ไว้แน่น คนผมแดงเหมือนจะเดาเรื่องได้เมื่อเห็นดวงตาที่เป็นประกายนั่น

            “ไอ้หมอนั่นส่งข้อความมาหรือไง”

            คิเสะเม้มปาก พยักหน้าเบาๆกลัวอีกฝ่ายโกรธ “คากามิจจิ...คือฉัน...”

            “ไปสิ”

            สองคำนั้นทำให้คิเสะเบิกตากว้าง “คากามิจจิ!?”

            “ฟังนะคิเสะ” คากามิถอนหายใจเฮือก เดินมานั่งยองๆตรงหน้าอีกฝ่ายแล้วยื่นมือมาจับไหล่สองข้างของคนผมทองแน่น “ฉันไม่ได้บังคับให้นายไปกับฉัน ตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาฉันเห็นแล้วว่านายไม่มีความสุข นายนั่งจ้องโทรศัพท์ทุกวัน ออกไปเดินข้างนอกทุกวัน ทำไมฉันจะไม่รู้ว่านายกำลังรอใคร” ดวงตาสีเพลิงฉายแววจริงจัง “นายเป็นคนที่ฉันอยากให้มีความสุข นายเข้าใจใช่มั้ยคิเสะ?”

            คิเสะโผเข้ากอดคออีกฝ่ายแน่น น้ำตาซึมด้วยความซึ้งใจ “คากามิจจิ! ขอบคุณนะ ฉันไม่รู้จะพูดคำไหนนอกจากคำนี้แล้ว” อดีตนายแบบหนุ่มผละออกมาจ้องตาอีกฝ่าย รอยยิ้มที่คากามิเฝ้ารอเผยออกมา “คากามิจจิเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งของฉัน”

            คากามิหัวเราะ แกล้งแซว “แค่เพื่อนเหรอ”

            คิเสะหัวเราะบ้าง “หรือจะให้บอกว่าแฟนเก่า”

            “ไม่เอา” คนผมแดงเบ้ปาก “ใครได้ยินอายตายชัก ถูกคนโง่ๆอย่างนายทิ้งเนี่ย”

            “นี่!” คิเสะถลึงตาใส่ กำมือและเงื้อขึ้นอย่างข่มขู่ คากามิยกมือสองข้างเป็นเชิงยอมแพ้ คิเสะจึงลดมือลง ก่อนจะเป็นฝ่ายมองอย่างจริงจังบ้าง

            “คากามิจจิ”

            “หือ?”

            คนผมทองบีบมืออีกฝ่าย “นายเองก็เป็นคนที่ฉันอยากให้มีความสุขเหมือนกันนะ”

            ลมหายใจของคากามิสะดุด คนผมแดงถอนหายใจอย่างแผ่วเบา

            “อือ” ร่างสูงเม้มริมฝีปาก ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากคุยกับคุโรโกะ แต่เหมือนอีกฝ่ายจงใจจะไม่คุยกับเขาซะมากกว่า โทรไปก็ไม่รับ ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ

            ทำเหมือนจะตัดตัวเองออกจากชีวิตเขาอย่างนั้นแหละ...

            แต่เมื่อเห็นสีหน้าของคิเสะเขาก็รีบปรับสีหน้าให้ราบเรียบ รีบพูด

            “แล้วนี่จะไปมั้ยเนี่ย เดี๋ยวไอ้อาโฮ่มิเนะนั่นก็รอรากงอกพอดี”

            “จริงด้วย!” คิเสะผุดลุกขึ้น ลืมเรื่องที่คุยค้างไว้ทันที มือบางหยิบโทรศัพท์และกระเป๋าตังค์ก่อนจะก้าวขาวิ่งไปที่ประตู หันหน้ากลับมาแลบลิ้นใส่ “ขอบใจมากบาคากามิ แบร่!”

            “อีกแล้วนะคิเสะ!”

            ปึง!

            ประตูปิดลง ภาพสุดท้ายคือใบหน้าขึงขังของคากามิ คิเสะหัวเราะออกมาก่อนจะวิ่งไปเรียกแท็กซี่แล้วบอกจุดหมายปลายทางไปที่ร้านเค้กซึ่งเขากับอาโอมิเนะนัดกันวันครบรอบ

            คนผมทองกำเสื้อตัวเองอย่างตื่นเต้น ถ้าเจออาโอมิเนจจิจะทำหน้ายังไงดีนะ? ที่แน่ๆตอนแรกต้องทำเป็นโกรธไว้ก่อน ให้อาโอมิเนจจิง้อเยอะๆแล้วค่อยหายโกรธ

            หลังจากหมายมั่นปั้นมือเรียบร้อยคิเสะก็ยิ้มกว้าง ร้านเค้กที่ว่าอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว...

            รถแท็กซี่จอด คิเสะควักเงินกำลังส่งให้คนขับ แล้วก็ชะงักไป

            ร่างสูงของอาโอมิเนะกำลังประคองกอดหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งอยู่ มือของหล่อนวางทาบอยู่บนอกแกร่ง ในมือหนึ่งของร่างสูงมีดอกไม้ช่อใหญ่

            คิเสะกัดริมฝีปาก ความเจ็บพุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนน้ำตาแทบไหล

            ...นี่เหรอสิ่งที่นายต้องการให้ฉันเห็น...

            ...นัดฉันมา...เพื่อให้ฉันต้องเจ็บกว่าเดิม... 

            คนผมทองสะอื้นเบาๆ คนขับแท็กซี่เอ่ยขึ้น

            “เอ้าคุณ จะลงมั้ยนั่น ถ้าลงก็เอาเงินมา”

            คิเสะเบือนหน้าไปมองร่างสูงอีกครั้ง เห็นอาโอมิเนะกำลังมองมา เหมือนว่าจะเห็นเขานั่งอยู่บนรถแล้ว ดวงตาสีน้ำเงินเบิกกว้าง

            ...พอกันที!...

            คนผมทองหันไปมองหน้าคนขับ “ไม่ลง ช่วยวนรถกลับไปทางเดิมด้วยครับ”

 

 

 

 

 

            “คิเสะ! คิเสะ! บ้าเอ๊ย!”

            อาโอมิเนะสบถอย่างหัวเสีย เมื่อตะกี้มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านมา แล้วก็หน้ามืดล้มมาเกาะเขาพอดี ที่แย่คือคิเสะดันมาเห็นฉากนั้นเขาเต็มตา แล้วก็ต้องเข้าใจผิดแน่ๆถึงได้ให้แท็กซี่ขับรถกลับไปทางเดิม

            คนผิวแทนวิ่งไปที่มอเตอร์ไซต์อย่างรวดเร็ว ขึ้นคร่อมและรับขับออกไป มือที่จับแฮนด์ข้างหนึ่งกำช่อดอกไม้ที่คิดจะซื้อมาง้ออีกฝ่ายแน่น

            ...ได้โปรด ครั้งนี้อย่าหนีไปจากฉันอีกเลยนะ...

            คิดภาวนาในใจและรีบเร่งเครื่องเพื่อตามรถคันนั้นให้ทัน เขาเห็นคิเสะหันมามองอย่างตกใจและหันกลับไปพูดอะไรสักอย่างกับคนขับ วินาทีต่อมาแท็กซี่คันนั้นก็เร่งความเร็วขึ้นทันที

            “โธ่เว้ย!!”

            อาโอมิเนะสบถอีกครั้ง ดูเหมือนว่าตามเท่าไหร่อีกฝ่ายก็คงจะไม่หยุดรถง่ายๆแน่

            คนผิวแทนชะงักเล็กน้อย ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว

            ...แต่มันเสี่ยง...

            คำที่ลอยเข้ามาถูกปัดออกไปทันที วินาทีนี้ไม่ว่าเสี่ยงแค่ไหนเขาก็จะยอม เขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้คิเสะหันกลับมาคุยกับเขาอีกครั้ง

            คนตัวสูงตัดสินใจบิดแฮนด์เร่งเครื่อง มอเตอร์ไซต์คู่ใจของเขาพุ่งทะยานแซงหน้ารถแท็กซี่คนนั้นไปอย่างรวดเร็ว อาโอมิเนะหักเลี้ยวไปขวางหน้ารถคันนั้นไว้

            “คิเสะ!!”

            เขาตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่าย มองเห็นแสงหน้าของรถที่เข้ามาใกล้จบแสบตา ใบหน้าของคนขับตื่นตระหนก คาดไม่ถึงว่าเขาจะโผล่มาขวางกะทันหัน ทำให้เบรกไม่ทัน

            โครม!!

            อาโอมิเนะรู้สึกว่ามีบางอย่างพุ่งมาชนเขาอย่างแรงจนตัวกระเด็นหลุดจากมอเตอร์ไซต์ ร่างของเขาลอยไปด้านหลังตกลงมากระแทกกับพื้นอย่างแรง

            ของเหลวกลิ่นคาวไหลลงมาอาบใบหน้า พยายามหรี่ตาขึ้นแต่ทำให้ยากยิ่ง ภาพตรงหน้าเบลอไปหมด เขารู้สึกปวดหัวจนแทบระเบิด แขนขาขยับไม่ได้ สมองหมุนเคว้ง

            “อาโอมิเนจจิ!”

            สิ่งที่เขารับรู้ได้ก่อนหมดสติ...

            “อาโอมิเนจจิ!!!!”

            คือเสียงที่ร่ำเรียกชื่อเขาราวกับจะขาดใจ

 

 

 

 

 

 

ถ้าหากว่านายไม่คิดจะรักฉัน

ช่วยเลิกทำให้ฉันเจ็บเพราะนายสักทีได้ไหม?

By Kise Ryouta

 

 

 

 

 

 

 

ไม่รู้จะพูดอะไรนอกจาก...ขอโทษจริงๆที่หายไปนานค่ะ

เข้าเอ็กทีนลำบากมว้าก=[]=แพรวกะจะย้ายไปลงที่อื่นแต่ไหนๆเรื่องก็ใกล้จบ บวกกับคนอ่านอยู่ที่นี่หมด ยังไงๆก็ขอให้ติดตามกันจนจบนะค้า!

ตอนนี้ทุกคนคงลุ้นตัวโก่ง ว่าแพรวจะให้อาโฮ่มีอันเป็นไปรึเปล่า ไหนๆก็ทำบาปมาเยอะ//กร๊าก ส่วนพี่ไฟแพรวก็คิดว่าบทมันจะพระเอกไปมั้ย...จริงๆก็ไม่พระเอกนะ อ่านจริงๆจะพบว่าแฝงไปด้วยความใจร้ายไม่น้อยเลยล่ะ=_= เผื่อคนอ่านไม่เข้าใจ ลองคิดดูดีๆนะคะ คนอ่านอาจจะมองว่าพี่ไฟเป็นคนดีที่คอยช่วยคีจังทุกครั้ง แต่ในทางกลับกัน ก็เมินเฉยต่อครก.ทุกครั้ง (ครก.อาจจะไปนู่นไปนี่กับอาโฮ่ก็จริง แต่ทุกคนก็รู้ว่าทั้งสองคนเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากที่สุด ไปไหนด้วยกันไม่แปลก คีจังซะอีกไม่ยอมบอกว่ารู้จักกับคากามิมาก่อน แอบไปนู่นไปนี่ด้วยกันมันผิดนะคะ) <<ที่บอกไม่ใช่แก้ตัวให้อาโฮ่นะ แค่อธิบายเผื่อคนอ่านมองข้ามจุดนี้

แล้วก็ขอเคลียร์กับคนอ่านเล็กน้อยเรื่อง...ฟิคเรื่องใหม่=..=

หลังจากการลั่นวาจาไว้ว่าเรื่องหน้าจะเป็นอาโฮ่แสนดีกับคีจังใจร้าย ทุกคนก็ประท้วง=[]=แพรวไม่ได้หมายความว่ายังน้านนนนน คือแพรวคิดไว้แล้วว่าคู่หลักคงมี ฟ้าเหลือง ไฟดำ ม่วงน้ำแข็ง (อันนี้ฟิคคู่ไว้แล้ว) แต่จะไม่มีคีจังที่คอยวิ่งไล่ตามอาโฮ่แล้ว จะเป็นอาโฮ่ที่คอยเอาใจคีจังแทน ไม่ได้หมายความว่าคิเสะเป็นตัวร้ายค่ะ คู่หลักของเรื่องหน้ายังไงๆก็ฟ้าเหลืองแน่ๆ แพรวแค่คิดว่าเรื่องนี้ทำร้ายอาโฮ่ในสายตาคนอ่านมากไปแล้ว ขอกู้ศักดิ์ศรีนายอาโอมิเนะคืนมาเรื่องหน้า! (ติดตามกันเถอะ ติดตามกานนนนน)

ปล.ครก.ซีซันสองฟินมว้าก เซอร์วิสสาววายมากไปป่าวนะ ฉากที่ครก.กำลังจะล้มแล้วคากามิประคองขึ้นมานี่แบบ...ถ้าจะโรแมนติกขนาดเน้!

อาทิตย์หน้าแพรวสอบไฟนอล + ปิดเทอมนี้แพรวเรียนเยอะมากเลยค่ะT_T อาจจะมีเวลาไม่เยอะ (นี่ก็ไม่เรียกว่าเยอะเนาะ=___=)

 

 

 

ตอบเม้น

@MeMySelF มาอัพแล้วค่ะ อย่าหักโหมอ่านนะคะ555

 

@fukaze เรื่องฟิคใหม่อย่าเพิ่งร้อนใจไป...อ่านทอร์คข้างบนแล้วจะเข้าใจค่ะT_Tแพรวไม่ได้จะให้คีจังเป็นตัวร้ายน้า

 

@Nun ขอบคุณที่ติดตามค่ะ ส่วนจะลงเอยยังไง...อีกสองตอนจบค่ะ//เผ่น

 

@-reed- ครก.กลายเป็นนางเอกละครหลังข่าว แต่มันเป็นเพราะหลายสาเหตุค่ะ หนึ่งคือครก.ไม่ใช่คนที่ชอบพูดความรู้สึกตัวเอง เพราะงั้นก็เลยชอบคิดเองเออเอง แต่ตอนที่แล้วที่ไม่พูดสาเหตุหนึ่งเพราะเป็นไข้ ไม่มีแรงพูดค่ะ555 อ้อๆ อ่านทอร์คแพรวข้างบนด้วยน้า เรื่องฟิคหน้าน่ะค่ะ...ไม่ใช่ให้คีจังเป็นตัวร้ายน้าาาา

 

@kazahana ดูเหมือนทุกคนจะสะใจกับอาโฮ่มาก ให้ตายเลยแล้วกัน(???) อ่านทอร์คแพรวข้างบนเรื่องฟิคหน้าด้วยนะค้า ทุกคนกำลังเข้าใจผิดว่าแพรวให้คีจังเป็นผู้ร้ายT_T

 

@aqua-rainmie มาอัพแล้วนะคะ ในที่สุดก็มีคนเห็นใจน้องดำแล้ว//จุดพลุฉลอง แต่สงสัยอาโฮ่นี่ต้องให้ไปบวชแล้วมั้งถึงจะลบล้างความผิดในสายตาคนอ่าน=w=

 

@Nicky แล้วพี่ไฟก็ยังคงทำร้ายครก.ต่อไปค่ะ...

 

@raindelalune มาอัพแล้วค่ะ รีดเดอร์คนนี้วิเคราะห์ตัวละครเก่งมากเลยค่ะO_o ใช่แล้วค่ะ แพรวก็คิดว่าอาโฮ่ไม่ค่อยร้องไห้ จะร้องไห้ก็ต่อเมื่อไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ แล้วจริงๆอาโฮ่ก็รักคีจังมากด้วย (ทันมั้ยเนี่ย555) ครก.ยังคงเป็นนางเอกละครหลังข่าวต่อไป...

 

@penelpe ขอบคุณที่ติดตามและเข้ามาดูบ่อยๆค่ะ แพรวก็เป็นติ่งแดงดำเหมือนกัน555 (ขอแง้มบอกว่าตอนสุดท้ายมีอาคาชิซามะโผล่ด้วย) คนนี้แม่ยกครก.ชัวร์เลย...ชอบมากเลยตอนที่บอกว่าคากามิเหมาะจะเป็นตัวร้ายแบบร้ายโดยสันดาน555 แพรวว่าออกแนวแบดบอยส์เถื่อนๆไรงี้ก็เหมาะนะ

 

@Minyah ดีใจที่ติดตามกันค่ะ=..= คีจังในโหมดดาร์กที่ต้องการคงไม่เจอกันในเรื่องนี้ แต่เรื่องหน้าไม่แน่ค่ะ 

 

@siwonoppa1013 เรื่องใกล้จบแล้วค่า อย่าไปโกรธอาโฮ่เลย แค่นี้คนอื่นก็เผาพริกเผาเกลือแช่งกันแล้ว กร๊าก

 

@Fc KNB จบแบบสี่พีก็น่าสนนะคะ...

 

@Mew อีกไม่กี่ตอนก็จบแล้วค่าาาาา