[Fic KNB] Broken Arrow #Chapter10

posted on 31 May 2013 21:18 by praewasri in Fiction directory Fiction, Cartoon

Fanfic : Kuroko no basket

Title : Broken Arrow

Auther : Pamaipraewa

Pairing : Aokise / Kagakise , Aokuro / Kagakuro

 

 

Note : ตอนนี้มีใครโผล่มาน้า...?


 

ทนำ   Chapter1  Chapter2  Chapter3 

 

 Chapter4  Chapter5  Chapter6  Chapter7

 

Chapter8  Chapter9

 

 

 

Chapter10

 


 

            “คุณมาส่งผมแค่นี้ก็พอครับ”

            คุโรโกะพูดพร้อมกับหันไปมองร่างสูงที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน อาโอมิเนะแสยะยิ้ม

            “อะไรกัน...ไม่คิดจะชวนฉันเข้าไปหน่อยรึไง”

            “วันนี้คงไม่” คนตัวเล็กตอบ “ขอผมคิดอะไรนิดหน่อย”

            คนผิวแทนถอนหายใจ สองมือล้วงกระเป๋า “ตามใจ ฝันดีล่ะ”

            “เช่นกันครับ”

            อาโอมิเนะหมุนตัวเดินออกมา เขาเองก็รู้สึกเหนื่อยเหมือนกัน อยากจะกลับห้องไปอาบน้ำจะตายอยู่แล้ว คนตัวสูงชะงักเล็กน้อยเมื่อคิดถึงคนที่พักอยู่ด้วยกัน ไม่รู้ป่านนี้เจ้าคิเสะจะบ่นไปถึงไหนแล้ว คงจะนั่งรอเขาอยู่แหงๆ อาโอมิเนะยิ้มบางๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มากดโทรหาคนผมทอง

            เสียงรอสายดังอยู่นานก็ไม่มีใครรับ อาโอมิเนะขมวดคิ้ว คิเสะไม่เคยไม่รับโทรศัพท์ของเขา หรือว่าจะรอจนหลับไปแล้ว ร่างสูงตัดสินใจโทรไปอีก

            ยังไม่มีคนรับเหมือนเดิม จนกระทั่งโทรไปรอบที่สามถึงมีคนรับ

            (ฮัลโหล?)

            เสียงทุ้มห้วนนั่นไม่ใช่ของคิเสะ! อาโอมิเนะกัดริมฝีปากแน่น “เฮ้ย นายเป็นใคร”

            (...) ปลายสายเงียบไปเล็กน้อย เสียงรอบข้างดังขึ้น เหมือนว่าอีกฝ่ายยกโทรศัพท์ออกห่างหูเพื่อดูชื่อคนโทร (อ้อ อาโอมิเนะนี่เอง)

            “ฉันถามว่านายเป็นใคร มือถือคิเสะไปอยู่กับนายได้ยังไง” คนผิวแทนพูดเสียงต่ำอย่างอารมณ์ไม่ดี “นายทำอะไรหมอนั่น!?”

            (ฉันแค่ไปช่วยหมอนั่นออกมาจากผับ)

            คิ้วหนาขมวดแน่น ...ผับงั้นเหรอ? คิเสะเนี่ยนะจะไปที่แบบนั้น??...

            “ถ้างั้นก็ส่งโทรศัพท์ให้คิเสะหน่อย”

            (หมอนี่เมาไม่รู้เรื่องเลย) ปลายสายตอบเสียงขุ่นไม่แพ้กัน อาโอมิเนะได้ยินเสียงพึมพำไม่รู้เรื่องของคิเสะข้างๆ (แค่นี้ก่อนนะ...)

            “เดี๋ยว! นายจะเอาคิเสะไปไหน!?” คนผิวแทนถามเสียงดังอย่างไม่พอใจ “ฉันจะไปรับเอง”

            (ไม่ต้อง) เสียงอีกฝ่ายฉายแววไม่พอใจเต็มเปี่ยม (ของๆตัวเองไม่ยอมดูแล ถึงเวลาไม่ต้องมาทำเป็นหวงก้าง)

            แล้วปลายสายก็ตัดไป อาโอมิเนะแทบจะโยนมือถือทิ้งด้วยความโมโห โทรไปอีกครั้งอีกฝ่ายก็ปิดเครื่องหนีไปแล้ว คนตัวสูงกำมือแน่น ก่อนจะผลุนผลันเดินกลับห้องพัก

            ...เจ้าบ้าคิเสะ! ทำไมนายถึงไปที่แบบนั้นฮะ!...

          ‘ของๆตัวเองไม่ยอมดูแล ถึงเวลาไม่ต้องมาทำเป็นหวงก้าง’

          ประโยคนั้นทำให้มือหนากำแน่น ...แล้วมันจะทำไมล่ะ? ของๆฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น...

            อาโอมิเนะนั่งลงที่ปลายเตียงเมื่อเข้ามาในห้องพักแล้ว มือหนาลูบใบหน้าตัวเองแรงๆอย่างหงุดหงิด เขารู้สึกกระวนกระวาย หวังว่าคนที่พาคิเสะไปจะไม่ทำอะไรหมอนี่นะ

            ...แต่อีกใจหนึ่ง ก็ปฏิเสธไม่ได้...ว่าคำพูดนั้นอาจจะถูกต้อง...

            ...ถ้าเขาอาจจะแค่หวงก้าง แต่ถ้าเป็นงั้นแปลว่าเขาไม่ได้ชอบคิเสะ...

            ...แล้วคนที่เขาชอบคือใครล่ะ?...

            คนตัวสูงเบือนหน้าไปมองหัวเตียง ภาพของเขา เท็ตสึ และคิเสะที่กอดคอกันยังตั้งอยู่ตรงนั้น คนผิวแทนเบือนหน้ามองสลับไปมาระหว่างคนสองคน

            คิเสะ...เท็ตสึ

            คนไหนกันแน่?...คือคนที่อยู่ในใจเขา

 

 

 

            คิเสะ เรียวตะนั่งคอพับคออ่อนเล็กน้อยในขณะที่กระดกแก้วในมือขึ้นดื่ม เขาไม่รู้ว่าตัวเองดื่มมันไปกี่แก้วแล้ว รู้แต่ว่าพอเดินเข้ามานั่งได้ไม่นาน ก็มีผู้ชายคนหนึ่งมานั่งด้วย เขามองไม่ค่อยเห็นหน้าหรอกเพราะรู้สึกตาพร่ายังไงชอบกล แต่พอเขาดื่มหมดแก้วทีไรผู้ชายคนนั้นก็จะรินเติมให้ทุกที

            “เติมอีกสิ” คนผมทองตวัดดวงตาเรียวสวยไปมองก่อนจะขมวดคิ้วเล็กๆด้วยความไม่พอใจ เขาได้ยินคำนี้มาหลายรอบจนเบื่อแล้ว

            “นี่...คิดจะมอมฉันหรืองาย...” ยื่นใบหน้าสวยที่แดงไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์เข้าไปใกล้อย่างจับผิด ใบหน้าของหมอนั่นแดงขึ้นมาทันที...เฮอะ เมาล่ะสิ... คิเสะคิดอย่างโง่ๆ

            “เปล่า แค่คิดว่าคุณคงจะอยากดื่ม”

            อดีตนายแบบหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงมือเย็นๆที่แตะลงมาบนเอว เขารีบสะบัดมือนั้นออก ก่อนจะพยายามยันตัวเองขึ้นเพื่อจะลุกไปที่อื่น แต่แค่ลุกขึ้นยืนเขาก็รู้สึกเหมือนโลกหมุนจนต้องกลับลงมานั่งเหมือนเดิม

            “เฮ้ คุณไหวรึเปล่าน่ะ”

            ผู้ชายคนนั้นยังพยายามจะยื่นมือมาโอบเขาอีก คราวนี้คิเสะขมวดคิ้วแน่นก่อนจะพยายามถลึงตาให้กว้างที่สุดแล้วหันไปบอก “ฉันเดินเองด้าย...ออกปายนะ...!”

            “แต่ผมว่าคุณควรจะมีคนช่วยพยุงนะ” รู้สึกได้ถึงริมฝีปากที่แนบชิดใบหู “พาออกไปข้างนอกไง”

            คนผมทองเม้มปากแน่น ถึงจะเมาจนมองอะไรไม่ค่อยชัดและทรงตัวไม่ค่อยได้ แต่สติของเขาก็ยังพอมีอยู่ (??) มือบางล้วงเข้าไปหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา จิ้มเบอร์ในรายชื่อมั่วๆตอนที่โดนดึงเข้าไปใกล้ คลี่ยิ้มออกเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงปลายสายแว่วๆ

            (เฮ้...อยู่...ไหน...นะ)

            เนื่องจากไม่ได้ยกแนบหูบวกกับเสียงในผับค่อนข้างดังคิเสะจึงจับใจความไม่ค่อยได้ แต่ร่างโปร่งก็ยกมันมาใกล้แล้วพูดตอบกลับไปให้ชัดที่สุด

            “ฉันอยู่...ผับXXX มาหาหน่อยย...”

            ติ๊ด

            นิ้วเรียวกดตัดสายเพื่อไม่ให้ปลายสายพูดอะไรอีก และตอนนั้นเองที่แขนของเขาถูกดึงจนเซลุกออกมาจากที่นั่ง คิเสะถลาไปซบอกของใครบางคนที่ช่วยเขาจากผู้ชายคนนั้น

            คนผมทองเงยหน้าขึ้นไปช้าๆ รู้ดีว่าไม่ใช่คนในโทรศัพท์แน่ๆเพราะคงไม่มีใครที่มาเร็วขนาดนี้ (เพิ่งตัดสายเองนะ) แปลว่าผู้ชายคนนี้ก็อาจจะไว้ใจไม่ได้

            แต่ก่อนจะดันตัวเองออกมา คิเสะก็ชะงัก ก่อนจะซุกหน้าลงกับแผงอกของร่างสูงแล้วสูดกลิ่นเบาๆ กลิ่นหอมอ่อนๆที่คุ้นเคยในอดีตทำให้เขาเงยหน้าขึ้นอีกรอบ พยายามเพ่งใบหน้าของคนตรงหน้า

            “ทำอะไรของนาย...คิเสะ”

            เสียงทุ้มนั้นก็คุ้นหูอย่างไม่น่าเชื่อ คิเสะตัดสินใจจะจับชายเสื้อของคนๆนี้ไว้ ถึงไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่เพราะความไว้ใจอย่างประหลาดนั่นทำให้เขายอมตามเจ้าตัวไปตอนที่ร่างสูงพาเขาเข้าไปในที่เก้าอี้มุมใน ร่างโปร่งเอนศีรษะซบลงบนบ่าของอีกคนอย่างมึนหัว

            “งี่เง่าไม่เปลี่ยน...”

            เสียงบ่นเบาๆทำให้คิเสะหัวเราะในลำคอแล้วหันไปมองตรงหน้า ก่อนจะหยิบแก้วเหล้าขึ้นมากระดกดื่มอีก

            “ทำอะไรน่ะ!” มือหนาปัดมือเขาออก คิเสะขมวดคิ้วก่อนจะพยายามยกมันขึ้นดื่มอีกจนเหล้าหกกระจายเต็มเสื้อ ร่างบางย่นจมูกกับกลิ่นนั้น

            “ฉัน...จากิน” คิเสะหันไปมองด้วยสายตาที่ (พยายามจะ) มุ่งมั่น

            “เมาขนาดนี้แล้วเนี่ยนะ?”

            “เรื่องของช้านน่า” คนผมทองยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มอีก ได้ยินเสียงถอนหายใจมาจากคนข้างๆ

            และในตอนนั้นเอง แก้วเหล้าในมือของเขาก็ถูกดึงออกไป พร้อมกับถูกกระชากอย่างแรงให้ไปอยู่ในอ้อมแขนของใครสักคน เหตุการณ์ที่คล้ายจะซ้ำเดิมทำให้คิเสะกระพริบตางงๆ

            มือหนาที่จับแขนเขาไว้บีบแน่นจนนิ่วหน้า ก่อนที่เสียงทุ้มจะตวาดดัง

            “นายคิดจะมอมเหล้าหมอนี่ใช่มั้ย!?”

            “เฮ้ย เปล่าซะหน่อย” ผู้ชายที่ช่วยเขาไว้ตอนแรกพยายามเถียง “นายจำฉันไม่ได้หรือไง...ฉัน...”

            “หุบปาก!” ผู้มาใหม่ตวาดเสียงดังก่อนจะต่อยหน้าอีกฝ่ายอย่างแรง คิเสะรีบดึงมือนั้นไว้ คนมาใหม่ก้มลงมามองเขาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเคือง ก่อนจะอุ้มเขาขึ้นไว้ในอ้อมแขนแล้วทำท่าจะสาวเท้าออกมา แต่ก็หันกลับไปบอกผู้ชายที่โดนต่อยอีกครั้ง

            “ถ้าฉันเห็นแกแตะต้องหมอนี่อีก...อย่าหาว่าไม่เตือน!”

            คิเสะมองก็เห็นว่าตัวเองถูกอุ้มเดินออกมาจากผับ ใบหน้าคมเข้มของอีกคนเต็มไปด้วยความหงุดหงิด วงแขนเรียวยกขึ้นโอบรอบคอร่างสูงไว้ก่อนจะซบหน้าลงกับแผ่นอกนั้นอย่างอ่อนแรง

            ...รู้สึก...อบอุ่นยังไงก็ไม่รู้แหะ...

           

 

 

            ร่างสูงทำหน้าหงุดหงิดขั้นสุดยอดในขณะที่แตะมุมปากตัวเองที่แตกเบาๆ ...แค่ช่วยเจ้าผมทองนั่นทำไมมันถึงได้มีเรื่องตลอดเลยน้า ไอ้บ้าคากามินั่นก็จำเขาไม่ได้หรือไง... ก่อนจะชะงักเมื่อคิดอะไรได้ มือหนาควานหาของในกระเป๋าตัวเอง เม้มริมฝีปากเล็กน้อยเมื่อพบแต่ความว่างเปล่า

            คนตัวสูงเสยผมที่ลงมาระหน้าผากอย่างหงุดหงิด “กะแล้ว...หายไปจริงๆด้วย”

            “เห เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?”

            เสียงขี้เล่นของใครบางคนดังขึ้น เขาหันไปมองด้วยสายตาขุ่นมัว คนมาใหม่ทำหน้าตกใจ “อะไรกัน ฉันไปเข้าห้องน้ำแปบเดียวนายไปมีเรื่องกับใครมาเนี่ย!?” คนตัวเล็กกว่าถามอย่างเป็นห่วงพร้อมกับยื่นมือมาจะแตะมุมปากที่เป็นแผลนั่น

            ร่างสูงไม่ตอบ เพียงแค่จับมือนั้นแล้วดึงให้เดินไปด้วยกัน “กลับกันเถอะ”

            “เห!?” ร่างโปร่งร้องเสียงหลงด้วยความไม่เข้าใจ แต่ก็ยอมเดินตามมาพร้อมกับถามไปตลอดทาง

            “นี่...ตกลงไปต่อยกับใครมา? แล้วแว่นนายหายไปไหน...ชินจัง!?”

 

 

 

            ปัง!!

            คากามิปิดประตูห้องเสียงดัง ก่อนจะโยนคนที่เมาไม่รู้เรื่องลงไปบนเตียงใหญ่ คิเสะขมวดคิ้วพร้อมกับพยายามดิ้นไปมาเมื่อความอบอุ่นจากอ้อมแขนหายไป คนตัวสูงฮึดฮัด เมื่อตะกี้ตอนอุ้มหมอนั่นเดินๆอยู่แฟนผิวเข้มของคิเสะก็โทรมา ไอ้เขาก็คุยไม่ค่อยสะดวกเพราะอุ้มเจ้าบ้านี่อยู่ แถมอีกฝ่ายพูดจาไม่เข้าหูก็เลยปิดเครื่องหนีไปซะเลย

            ...น่าเบื่อจริงๆ!...

            “ทำบ้าอะไรของนายเนี่ย!!”

            คนผมแดงตวาดด้วยความหงุดหงิดเมื่อเห็นสภาพของอีกคนที่ดูแทบไม่ได้ ก่อนจะถอนหายใจอย่างพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ ...เย็นไว้ หมอนี่มันเมา ด่าอะไรไปก็ไม่เข้าหัวหรอก...

            “ฉาน...แค่อยากหาเพื่อนคุยเท่านั้นแหละ” คิเสะตอบกลับเสียงอู้อี้เพราะนอนคว่ำ “นี่...”

            คากามิชะงักเล็กน้อย ทำจมูกฟุดฟิดอย่างรับรู้ถึงความผิดปกติ ก่อนจะคำรามเสียงดัง “ไปทำอีท่าไหนให้มันหกเต็มเสื้อหา! นอกจากจะกินไม่หยุดแล้วยังเอามาอาบอีกเรอะ!!”

            ...ตัวเขาเลยเปื้อนไปด้วยเลย ชิ!!

            คากามิกลอกตาไปมาเมื่ออีกฝ่ายยังคงไม่รับรู้เรื่องที่เขาพูด ก่อนจะเดินเข้าไปแล้วถอดรองเท้าของอีกฝ่ายออก เดินหายเข้าไปในห้องน้ำสักพักเพื่อล้างตัวลวกๆและเปลี่ยนเสื้อใหม่ หลังจากนั้นก็หยิบผ้าขนหนูและกะละมังใส่น้ำ พอเดินออกมาก็พบว่าคิเสะลงมากลิ้งอยู่ที่พื้นแล้ว...

            ...เออ ประเสริฐมาก!!...

            คนตัวสูงสบถเบาๆก่อนจะอุ้มอีกคนให้กลับขึ้นไปนอนเหมือนเดิม จัดให้นอนหงาย มือหนาปลดกระดุมเสื้อนั่นอย่างรวดเร็ว แตะผ้าขนหนูที่บิดน้ำหมาดๆลงไปบนผิวแดงก่ำ

            “อื้อ~เย็น...”

            “ดีสิเจ้าบ้า เผื่อจะได้สงบใจลงบ้าง” คากามิด่าเบาๆ ถึงแม้อีกคนจะไม่รู้เรื่องก็เถอะ

            “อื้อ!” มือของอีกคนพยายามดันเขาให้ออกห่าง คากามิขมวดคิ้วก่อนจะรวบมือนั้นไว้ด้วยมือข้างเดียว อีกข้างพยายามเช็ดตัวคนที่นอนดิ้นให้เสร็จ

            “อดทนหน่อยสิ”

            คากามิพูดพึมพำ ก่อนจะพลิกตัวอีกคนให้นอนคว่ำ เช็ดผ้าขนหนูลงไปบนแผ่นหลังบางที่มีกล้ามเนื้อตึงได้รูป คิเสะหยุดดิ้นแล้ว เขาจึงปล่อยสองมือนั้น แล้วพยายามเช็ดตัวอีกฝ่ายให้เร็วที่สุด

            คนตัวสูงจัดแจงให้อีกฝ่ายสวมเสื้อตัวใหญ่โคร่งของเขาเพราะเสื้อของคิเสะเปียกไปด้วยเหล้า ขณะที่ติดกระดุมให้อีกฝ่าย เขาก็รับรู้ได้ถึงดวงตาเลื่อนลอยคานั้นที่จับจ้องมา

            “...มีอะไร” เขาเงยหน้าขึ้นถาม

            “ทำไม...ถึงต้องมาดีกับฉันด้วย” คิเสะยังพูดไม่รู้เรื่อง เหมือนจะยังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใคร “ไม่ต้องสนใจฉันหรอก! ขนาดแฟนฉันยังไม่สนเลยยยยยย”

            ปลายเสียงขึ้นสูงราวกับประชด คากามินิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม

            “เขาไม่เคยดูแลนายเลยเหรอ...อาโอมิเนะอะไรนั่นน่ะ?”

            “โอ๊ยยยยย เขาจะดูแลฉันต่อเมื่อว่างเท่าน้านแหละ” คิเสะพูดด้วยคิ้วที่ขมวดแน่น ซึ่งหน้าตาเมาหงุดหงิดแบบนั้นมันตลกสิ้นดี “ปกติน่ะนะ...อาโอมิเนจจิจะชอบเข้ามานัวเนียๆฉันบ้าง แต่เอาเข้าจริงเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรฉันเล้ย!”

            คากามินิ่งไปเมื่อดวงตาคู่นั้นสั่นระริก เมื่อเมาแล้วราวกับว่าคิเสะจะพูดความรู้สึกทั้งหมดในใจที่ซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มออกมา มือหนาลูบผมสีทองสลวยของอีกคนเบาๆ แล้ว (หลอก) ถามต่อ

            “หมายถึงว่าเขาเฉยเมยกับนายเหรอ?”

            “ม่ายช่าย อาโอมิเนจจิหื่นจะตายไป” คิเสะเอนหัวไปมา ดูราวกับจะล้มได้ทุกเมื่อ “หมายถึงว่าบางทีฉันก็รู้สึกว่าเขาไม่ได้...รักฉันจริงๆหรอก เขารักฉันไม่เท่ากับครึ่งหนึ่งที่ฉันรักเขาด้วยซ้ำไป”

            คนผมแดงเลื่อนมือลงมาปาดน้ำตาที่หางตาของอีกคนเบาๆ คิเสะพูดต่อ “ฉันยังเคยคิดเลยน้า ว่าอาโอมิเนจจิยังรักคุโรโกจจิมากกว่าฉันอีก”

            ชื่ออีกบุคคลที่เป็นแฟนตัวเองทำให้คากามิขมวดคิ้ว ถามเสียงขุ่น “หมายความว่าไง?”

            “ก็ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว...อาโอมิเนจจิน่ะสนิทกับคุโรโกจจิม้ากมาก” คิเสะทำหน้าจริงจัง “จนฉันยังเคยคิดเลยนะว่าพวกเขาไม่ใช่แฟนกันหรือไง...”

            คากามินิ่งไป คิเสะพูดต่อไม่หยุดปาก

            “อาโอมิเนจจิน่ะมีแต่คุโรโกจจิๆๆๆๆ สองคนนั้นน่ะถึงจะเป็นเพื่อนฉันก็จริง แต่ระหว่างพวกเขามีช่องว่างบางอย่างที่ฉันไม่เคยแทรกได้”

            “งั้นเหรอ...” คากามิหยุดคิด คุโรโกะเคยพูดไว้เหมือนกันว่าสมัยเรียนอยู่เทย์โคมีผู้ชายคนหนึ่งที่สนิทด้วยมากๆ แถมยังเล่นบาสเก่งสุดๆ แต่เพราะใบหน้าเรียบเฉยนั่นทำให้เขาคิดว่าคงไม่ต่างอะไรจากเพื่อนสนิทธรรมดา

            ดูเหมือนจะไม่ใช่ซะแล้ว...

            “แต่ชีวิตฉันก็ไม่ได้น่าเศร้านักหรอกน่า!” คิเสะพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มกว้าง...ที่ดูกว้างกว่าปกติเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ “เพราะอย่างน้อยฉันก็ยังได้เจอกับคากามิจจิ”

            “หือ!?” คากามิเบิกตากว้างทันที

            “ไม่รู้นายรู้จักหรือเปล่าน้า...คากามิจจิเนี่ย” คิเสะยังคงไม่รู้ว่าคนที่พูดด้วยคือใคร แล้วก็ไม่รู้ว่าคากามิจจิที่ตนกำลังพูดถึงเนี่ยอยู่ตรงหน้าเลยแหละ! “แต่คากามิจจิน่ะเป็นคนดีมากๆเลยนะ เป็นคนเดียวที่ดูแลฉันจริงๆ แล้วก็คอยช่วยเหลือตลอดเลยล่ะ”

            “เหรอ...” คนผมแดงขยับเข้าไปใกล้อย่างสนใจเต็มที่ “แล้วนายรู้สึกยังไงกับเขาล่ะ?”

            คิเสะทำท่าเลิกลักมองซ้ายมองขวา ก่อนจะคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของร่างสูงแล้วกระชากอย่างแรงจนคากามิสะดุ้ง ใบหน้าหวานยื่นเข้ามาใกล้ สีหน้าจริงจัง

            “นี่...ห้ามไปบอกใครน้า...”

            “อ...อื้อๆ” คากามิพยักหน้าอย่างกลัวเล็กๆ (??)

            “ตอนแรกฉันเองก็ชอบคากามิจจิมากเลยล่ะ...” คิเสะยิ้มกว้าง คากามิยิ้มตาม “ฉันไม่เคยเจอใครที่ดีกับฉันได้เท่านี้มาก่อน...” คนผมทองมีสีหน้าหม่นลง “แต่ตอนนี้...ฉันคงไม่กล้าจะเรียกร้องอะไรจากเขาแล้วล่ะ เพราะฉันเป็นคนทิ้งเขามาเอง...”

            “...” คากามิมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเจ็บปวดเล็กๆ ใช่ คิเสะเป็นคนจบเรื่องระหว่างพวกเขาสองคน ด้วยการหายไปจากชีวิตของเขา...

            “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้...ฉันจะเลือกเขา” คิเสะพึมพำ “ฉันไม่ควร...ไม่ควรจะกลับมาหาอาโอมิเนจจิเลยสักนิด ไม่ควร...มันเจ็บปวด” มือบางกำแน่น คากามิไม่ได้เอื้อมมือไปกุมมันไว้ เพียงแต่ถามนิ่งๆ

            “งั้น...ทำไมตอนนั้น...นายถึงได้ทิ้งคากามิล่ะ”

            “เพราะ...” คิเสะพึมพำ เสียงเบาจนคากามิไม่สามารถจับใจความได้ คนตัวสูงยื่นใบหูเข้าไปจนแทบชิดริมฝีปากอิ่มคู่นั้น เขาอยากรู้...อยากรู้มากจริงๆ

            เหตุผล...ที่ทำให้คนใจดีคนนี้ทำร้ายเขาอย่างเลือดเย็น

            “เพราะ...”

            และก็ได้ยินเต็มหู...

            “เอิ๊ก!!”

            คิเสะเรอเสียงดังจนคากามิผงะหนีแทบไม่ทัน แล้วร่างโปร่งก็ทำปากแจ๊บๆก่อนจะหงายหลังตึง หลับตาพริ้มด้วยสีหน้าสบายอารมณ์ ทิ้งให้อีกคนอ้าปากค้าง

            “ไอ้...งี่เง่า!!”

            คากามิพูดเสี