[Fic KNB] Broken Arrow #Chapter11

posted on 13 Jul 2013 20:26 by praewasri in Fiction directory Fiction, Cartoon

Fanfic : Kuroko no basket

Title : Broken Arrow

Auther : Pamaipraewa

Pairing : Aokise / Kagakise , Aokuro / Kagakuro

 

 

Note : อ่านอดีตไฟเหลืองแล้วช่วยบอกด้วยนะว่า...

จริงๆแล้วใครน่าสงสารที่สุด=..=


 

ทนำ   Chapter1  Chapter2  Chapter3 

 

 Chapter4  Chapter5  Chapter6  Chapter7

 

Chapter8  Chapter9  Chapter10

 
 
 
 
 

 

 

Chapter11


 

 

 

            ‘จำไว้นะไทเกอร์’ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นของพี่ชายคนสำคัญอยู่ตรงหน้า ในขณะที่มือเขารู้สึกถึงโลหะเย็นๆที่วางลงมา ‘แหวนวงนี้เป็นแหวนที่แสดงถึงความเป็นพี่น้องของเราสองคน นายไปหาสร้อยมาใส่ห้อยคอไว้แล้วกัน จะได้ไม่เกะกะตอนเล่นบาส’

            ‘โหย แหวนห้อยคอ’ เขาจำได้ว่าตัวเองหัวเราะ ‘มันเหมือนเป็นแฟนกันมากกว่านะเนี่ย’

            คนตรงหน้าทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะระบายยิ้มเมื่อคิดอะไรออก

            ‘งั้นเอาแบบนี้แล้วกัน...นายห้อยแหวนวงนี้ไว้ แล้วเมื่อไหร่ที่นายเจอคนที่ใช่ คนที่นายคิดว่าจะดูแลเขาไปตลอดชีวิต นายค่อยเอาแหวนของพวกนายมาห้อยแทนแล้วกัน’

            คนตัวสูงก้มลงมองแหวนในมือ พึมพำแผ่วเบา

            ‘คนที่ฉันจะดูแลไปตลอดชีวิต...’ ...หวังว่าสักวันคงจะเจอ

            คากามิคิดไว้อย่างนั้น ตอนนั้นเขาแทบจะหัวเราะออกมา เขาไม่คิดจริงๆว่าจะมีคนที่เขาอยากจะดูแลไปตลอดชีวิต ต่อให้เป็นทัตสึยะก็เถอะ! เขาก็ไม่คิดจะดูแลอีกฝ่ายไปตลอดชีวิตเช่นกัน (ถ้าทัตสึยะได้ยินคงอยากเตะเขาน่าดู)


             แต่วันที่เขารอคอยนั้นคงไม่นานนัก เขาจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันที่แข่งสตรีทบาสกับทัตสึยะแล้วเหนื่อยมาก จึงขอตัวออกมาหาน้ำอะไรเย็นๆดื่ม และคงไม่พ้นตู้กดเครื่องดื่มกระป๋องที่อยู่ไม่ไกล

            แกร๊ก!

            กระป๋องน้ำหล่นลงมาที่ช่อง คากามิก้มตัวลงไปหยิบมันขึ้นมา เปิดฝาและกำลังจะยกขึ้นดื่ม

            ‘เอ่อ...’

            เสียงอึกอักดังขึ้นจากด้านหลัง คนตัวสูงหมุนตัวกลับไปอย่างหงุดหงิดเล็กๆ มือยังถือกระป๋องเครื่องดื่มไว้ กระดกดื่มอย่างคอแห้งเต็มที่ ดวงตาสีเพลิงเหลือบมองต้นเสียง

            ร่างโปร่งของผู้ชาย...เขาเดาว่าเป็นอย่างนั้น เรือนผมสีทองสว่างรับกับใบหน้าเรียว เจ้าตัวถือกระเป๋าใบใหญ่สีชมพูที่แม้แต่ในระยะสิบเมตรยังมองเห็นได้ มืออีกข้างถือแผนที่อันใหญ่ซึ่งทำให้ดูวุ่นวาย ดวงตาสีอำพันฉายแววกังวลเล็กๆยามมองมาที่เขา

            คากามิหรี่ตา...นักท่องเที่ยวเรอะ ถึงจะผมทองก็เถอะ แต่ท่าทางแบบนั้นไม่คุ้นที่แหง...

            ‘ขอโทษนะ’ เจ้าตัวพูดกับเขาด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่งๆ ‘ฉันเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนน่ะ เพิ่งเคยมาที่นี่ ขอถามทางหน่อยได้มั้ย’

            ‘แล้วไอ้แผนที่อันใหญ่นั่นไว้ทำอะไรหะ?’ คากามิตอบกลับ ในใจแอบขำเล็กๆ คนอะไร...จะถามทางก็ถามมาสิ มีการถามว่าขอถามทางได้มั้ยด้วยเนี่ยนะ

            ‘คือ...มันดูไม่รู้เรื่องเลย’ คิ้วเรียวขมวด สีหน้าวุ่นวาย ‘ถามเอาเลยดีกว่า’

            ‘แล้วถ้าฉันไม่บอกล่ะ?’ คนผมแดงเลิกคิ้วกวนๆ อีกคนเผยอปากอย่างอึ้งๆ...ยิ่งดูตลกเข้าไปใหญ่

            ‘คนอะไร...ใจร้ายเป็นบ้า แค่ถามทางก็ไม่บอก’ คนผมทองพึมพำเสียงไม่เบานักด้วยภาษาญี่ปุ่น คากามิเลิกคิ้วสูงกว่าเดิม...ที่แท้ก็คนญี่ปุ่น

            ‘ด่าอะไรฉันฟังรู้เรื่องนะเฟ้ย’ คากามิตอบกลับเป็นภาษาญี่ปุ่น ‘ฉันเป็นลูกครึ่งอเมริกา-ญี่ปุ่น’

            ตอนแรกนึกว่าคนตรงหน้าจะขอโทษ แต่กลายเป็นว่าริมฝีปากที่เมื่อกี้พึมพำด่าเขากลับเผยยิ้มกว้างโชว์ฟันแทบทุกซี่ พร้อมกับโยนแผนที่กับกระเป๋าทิ้งแล้วโถมตัวเข้ามากอดเขาแน่นจนคากามิร้องเฮ้ย!

            ‘ดีใจจังเลย!’ อีกคนพูดพร้อมกับรัดตัวเขาแน่น ‘ฉันนึกว่าต้องตายแน่ๆที่มาอยู่ท่ามกลางคนไม่รู้จัก ฉันชื่อคิเสะ เรียวตะน้า! เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนมาจากญี่ปุ่น ดีใจมากๆที่ได้เจอนาย!!’

            คากามิผงะถอยหลังจนเกือบติดตู้กดเครื่องดื่ม มือหนายกขึ้นจะดันคนตรงหน้าออก แต่ก็ชะงักไป ทำไมหมอนี่ถึงได้ตัวหอมขนาดนี้ฟะ...ใช้แชมพูยี่ห้ออะไรเนี่ย

            ทำจมูกฟุดฟิดได้ไม่นานคนผมทองก็ผละตัวออกไป คากามิเผลอชะโงกหัวตามไป ก็แหม...เล่นบาสกับพวกเหงื่อเต็มตัวใครก็อยากดมอะไรหอมๆทั้งนั้นแหละจริงมั้ย?

            ‘นายชื่ออะไรเหรอ?’ คิเสะถามเขา ดวงตาเป็นมิตรราวกับเป็นเพื่อนกันมาสิบชาติ

            ‘คากามิ ไทกะ’ คนผมแดงตอบห้วนเล็กๆ หลังจากหลุดออกจากภวังค์ของกลิ่นดอกไม้ (??) ‘ว่าแต่นายเป็นนักเรียกแลกเปลี่ยนไม่ใช่เรอะ ปกติเขาต้องมีคนมาแนะนำสถานที่ให้ไม่ใช่หรือไง’

            คิเสะยกมือขึ้นเกาแก้ม สีหน้าเหมือนเด็กหนีเรียน ‘ก็ฉันแอบออกมาตอนอาจารย์เผลออ่ะ’

            ‘เฮ้อออออ’ คากามิถอนหายใจ จริงๆมันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขา เพราะฉะนั้นรีบๆคุยกันให้จบจะดีที่สุด ป่านนี้ทัตสึยะคงรอแย่แล้ว

            ‘งั้นจะไปไหนล่ะ?’

            ‘ฉันได้ยินมาว่าแถวนี้มีสตรีทบาส พอจะรู้มั้ยว่าอยู่ตรงไหน?’

            ถ้อยคำนั้นทำให้คากามิเบิกตากว้าง...นี่มันจะไม่บังเอิญไปหน่อยหรือไง ‘นายเล่นบาสเหรอ?’

            ‘อื้อ!’ อีกฝ่ายพยักหน้าอย่างแข็งขัน ‘ตอนอยู่ญี่ปุ่นฉันเป็นนักกีฬาของโรงเรียนด้วยนะ’

            ‘บังเอิญไปมั้ยเนี่ย...’ คนตัวสูงคลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้สาเหตุ ‘ฉันเองก็ชอบเล่นบาส แล้วไอ้สตรีทบาสที่นายพูดถึงน่ะฉันก็ไปเล่นประจำ’

            ‘จริงเหรอ!?’ คิเสะเบิกตากว้าง ยิ้มอย่างดีใจแล้วคว้ากระเป๋าเดินทาง (แผนที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป) พุ่งตัวมาควงแขนเขาไว้ ‘โชคชะตาต้องลิขิตให้ฉันมาเจอกับคากามิจจิแน่ๆ เรามาเล่นบาสด้วยกันเถอะ!!’

            คากามิ ไทกะหัวเราะเบาๆในลำคอแม้จะรู้สึกสะดุดเล็กน้อยกับชื่อเขาที่มีอะไรจิๆนั่น ในขณะที่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายควงแขนแล้วพาเดินไปทางสตรีทบาสที่เขาเพิ่งเดินมา

            ดวงตาสีเพลิงเหลือบมองคนข้างกายที่ยิ้มสดใสเหมือนดีใจสุดๆ ก่อนจะไล่ลงไปที่มือขาวที่เกาะแขนเขาอย่างไว้ใจ...ไม่ได้ระวังตัวเล้ย ถ้าเขาเป็นคนไม่ดีจะทำยังไงเนี่ย

            แล้วสุดท้ายก็เลื่อนสายตาขึ้นไปหยุดที่คอระหงส์

            ...มันต้องเหมาะแน่ๆถ้าใส่สร้อยห้อยแหวนสักอัน...

            ...ทัตสึยะต้องตกใจแน่ๆ ถ้ารู้ว่าเขาเก็บอะไรได้...

 

            หลังจากนั้นคิเสะก็มักจะมาเล่นบาสเก็ตบอลกับเขาและทัตสึยะเสมอหลังเลิกเรียน คากามิมักจะชอบมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใสนั่นเวลาเล่นบาส คิเสะเวลาที่เล่นบาสเก็ตบอลดูมีเสน่ห์มาก ทั้งท่วงท่า ใบหน้า และความสามารถพิเศษ

            ทัตสึยะมักจะอมยิ้มเสมอเวลามองพวกเขาสลับกัน ราวกับรู้ถึงอะไรบางอย่าง

            และนั่นก็ไม่ผิดเลย...เพราะไม่กี่เดือนต่อมาพวกเขาก็เริ่มคบกัน

            คากามิพูดได้เต็มปากว่ามันเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เขาจะจดจำไว้ชั่วชีวิต คิเสะเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนก็จริง แต่โรงเรียนที่อเมริกาเลิกตั้งแต่ครึ่งวัน เขาก็มักจะไปรับคนผมทองมาเล่นบาสด้วยกัน จนหลังๆอีกฝ่ายเริ่มมาพักที่ห้องพักของเขา ทำอาหารกินกัน นั่งดูทีวีด้วยกัน คิเสะมักจะมีเรื่องราวต่างๆมาเล่าให้ฟังเสมอๆ และคากามิก็ไม่เคยรำคาญที่จะฟังเสียงเจื้อยแจ้วนั่นพูด ใบหน้างดงามของอีกฝ่ายเวลาพูดด้วยความสุขนั่นสวยงาม รอยยิ้มสดใสนั่นราวกับจะเติมเต็มหัวใจที่แห้งผากของเขา คนผมแดงนึกอยู่เสมอ...

            คิเสะคือแสงสว่างของเขา

            เขามีความสุขมากที่ได้ใช้เวลาร่วมกับอีกฝ่าย คิเสะเป็นคนร่าเริง เป็นคนมีเสน่ห์ และทำให้คนรอบข้างมีความสุขอยู่เสมอ คิเสะสอนให้เขาได้รับรู้ถึงความรู้สึกของคนที่มีความรัก

            ‘ฉันจะปกป้องนายไม่ว่าตอนไหนก็ตาม คิเสะ’

            ตอนที่พูดคำนั้นออกไปคือวันที่อีกฝ่ายเดินแบบโง่ๆจนเกือบจะลงไปให้รถเหยียบตาย วินาทีที่กระชากร่างโปร่งนั่นเข้ามาคากามิรู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบ รู้สึกราวกับว่าถ้าเขาดึงอีกฝ่ายมาไม่ทัน...เขาคงจะต้องเสียใจไปทั้งชีวิต

            คำพูดนั้นเขาไม่ได้พูดออกพล่อยๆ แน่นอนว่าเขาคิดจะทำแบบนั้นจริงๆ

            คากามิอีกฝ่ายคงเป็นคนที่ทัตสึยะเคยบอก...คนที่เขาอยากจะดูแลตลอดไป

            แต่มันคงจะเป็นเขาที่คิดไปอยู่ฝ่ายเดียว...

            เพราะตอนที่ใกล้จะจบมอต้น เป็นช่วงที่คิเสะเริ่มไม่มาเล่นบาส เขาก็คิดว่าอีกฝ่ายคงเรียนหนักเพราะใกล้จะจบชั้นก็เลยไม่ได้ไปรอที่โรงเรียนเหมือนเคย แต่จากหนึ่งวันกลายเป็นสามวัน และล่วงเลยไปจนถึงหนึ่งอาทิตย์ในที่สุดที่คิเสะไม่มาเล่นบาส คนตัวสูงก็เริ่มกังวลมากขึ้นจนทนไม่ไหว

            ‘หมอนั่นหายไปไหนของเขานะ’ คนผมแดงบ่นในตอนที่พักจากการเล่นบาส คนที่เป็นพี่ชายยิ้มกับคำถามที่ถามทุกวัน

            ‘ลองโทรไปรึยัง’

            ‘โทรไปแล้ว โทรไปทุกวันเลยด้วย แต่ติดต่อไม่ได้เลย!’

            ฮิมุโระ ทัตสึยะมองใบหน้ากังวลของคนที่เป็นเสมือนน้องชายของตน ก่อนจะเอื้อมมือไปวางบนบ่าเบาๆแล้วพูดเสียงอ่อนโยน           

            ‘งั้นก็ลองไปหาเขาที่โรงเรียนสิ’

            วันต่อมาคากามิก็ไปดักรอหน้าโรงเรียนที่คิเสะมาแลกเปลี่ยน แต่ไม่ว่าจะยืนรอเท่าไหร่ก็ไม่มีวี่แววของคนผมทองเลยแม้แต่น้อย คนผมแดงเดินวนไปมาอย่างกังวล สุดท้ายก็ตัดสินใจถามนักเรียนแถวๆนั้น

            ‘นี่ นายรู้จักคิเสะ เรียวตะรึเปล่า!?’

            ‘อ้อ นักเรียนแลกเปลี่ยนน่ะเหรอ รู้จักสิ’ เด็กคนนั้นพยักหน้า คากามิรีบถามอย่างร้อนรน

            ‘รู้มั้ยว่าตอนนี้เขาอยู่ไหน!? ฉันติดต่อเขาไม่ได้เลย!’

            เด็กคนนั้นขมวดคิ้วอย่างมึนงง ก่อนจะให้คำตอบที่ทำให้