[Fic KNB] Broken Arrow #Chapter13

posted on 05 Sep 2013 20:27 by praewasri in Fiction directory Fiction, Cartoon

Fanfic : Kuroko no basket

Title : Broken Arrow

Auther : Pamaipraewa

Pairing : Aokise / Kagakise , Aokuro / Kagakuro

 

 

Note : ใครยังไม่ได้อ่านมาม่าฟ้าเหลืองตอนที่แล้ว (มีหลายคนเลยยยย) กลับไปอ่านซะ=..= เดี๋ยวไม่ได้อารมณ์ ฮุฮิ

ปล.ตอนนี้น้องดำขอดราม่าบ้าง กร๊ากกกกก

 

ทนำ   Chapter1  Chapter2  Chapter3 

 

 Chapter4  Chapter5  Chapter6  Chapter7

 

Chapter8  Chapter9  Chapter10 

Chapter11   Chapter12

Chapter13

 

            “...”

            คุโรโกะจ้องหน้าคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามด้วยสายตานิ่งๆ ดวงตาสีฟ้าใสไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆยามมองร่างสูงที่นั่งเอาหลอดคนในแก้วกาแฟของตนไปมา ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเหม่อลอยอย่างหาได้ยาก

            “อาโอมิเนะคุง...”

            ราวกับว่าเสียงอันแผ่วเบาของเขาไม่เข้าไปในโสตประสาทของอีกคนเลยสักนิด อาโอมิเนะ ไดกิยังคงนั่งเท้าคางมองไปรอบๆ และดวงหน้าจะฉายแววดีใจขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นคนที่มีเรือนผมสีทองเดินผ่านไป แต่เมื่อมองหน้าแล้ว...คนผิวแทนก็กลับมาสลดเหมือนเดิม

            คนผมฟ้ากัดริมฝีปากเบาๆ ความรู้สึกบางอย่างถาโถมเข้ามาในใจไม่หยุด ดวงตาของคนตรงหน้าไม่มองมาที่เขาเลยสักนิด ทั้งๆที่เป็นคนนัดเขาออกมาเองแท้ๆ

            ...แบบนี้มันเหมือนกับ...’ตอนนั้น’ ไม่มีผิด...

            “เท็ตสึ...”

            ดูเหมือนคนตรงหน้าจะมีสติพอจะหันกลับมาสนใจเขาแล้ว คุโรโกะจึงโยนความไม่สบายใจทิ้งไปแล้วระบายยิ้มบางๆให้คนตรงหน้า

            “คุณนอนไม่ค่อยหลับเหรอครับ”

            นิ้วเรียวแตะเบาๆที่ใต้ตาของอีกคนที่เป็นสีคล้ำ (กว่าสีผิว) อาโอมิเนะกระพริบตาเบาๆ สีหน้าเหมือนกังวล ก่อนจะถอนหายใจเบาๆขณะพยักหน้า

            “อือ”

            คุโรโกะยังคงยิ้มบางๆ...ทั้งที่เจ็บลึกในใจ

            “แย่ชะมัด” มือหนายกขึ้นเสยผมตัวเอง สีหน้าเหนื่อยใจ “ทั้งๆที่ตอนหมอนั่นไปเข้าค่าย ฉันก็ยังนอนได้แท้ๆ แต่พอคิดว่าหมอนั่นจะไม่กลับมาอีก...”

            “อาโอมิเนะคุง”

            เจ้าของเรือนผมสีฟ้าแทรกขึ้นเสียงนิ่ง อาโอมิเนะชะงักเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าจริงจัง “คุณควรจะไปขอโทษคิเสะคุงซะ ผมเชื่อว่าถ้าเป็นคุณคิเสะคุงต้องกลับมาแน่”

            “นายเป็นคนบอกเองไม่ใช่เรอะ” ร่างสูงแสยะยิ้ม “ว่าถ้าเกิดเกินขีดความอดทนแล้วละก็ คิเสะอาจจะไม่กลับมาอีกก็ได้”

            “...”

            คนผมฟ้าถอนหายใจ ก่อนจะเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีไปบ้าง ตอนนี้เหมือนเรื่องทุกอย่างกำลังแย่ลง และสาเหตุนั่นเขารู้ดี...มันเป็นเพราะจิตใจที่ไม่มั่นคง เป็นเพราะอดีตที่ทำให้ยึดติดกับมัน

            และทำให้ทุกฝ่ายต่างเจ็บปวด

            คุโรโกะเม้มริมฝีปากในขณะที่หยิบมือถือที่สั่นเพราะข้อความขึ้นมา เมื่อเห็นชื่อคนส่งเขาก็ยิ่งลำบากใจ...คากามิคุง...คนตัวเล็กมองชื่อนั้น ชื่อของผู้ชายที่อยู่เคียงข้างเขามาหลายปี ผู้ชายที่เป็นคนดี คนที่ต้องมาเกี่ยวพันกับเรื่องวุ่นวายเพราะตัวเขา

            แต่เมื่อเห็นข้อความที่อีกฝ่ายส่งมา คิ้วเรียวก็ขมวดแน่น

            ‘วันนี้ไปตามนัดไม่ได้ ขอโทษด้วย

            เจอกันพรุ่งนี้นะครับ’

            “มีเรื่องอะไรรึเปล่านะ...”

            “...มีอะไรงั้นเหรอ”

            “เปล่าครับ แค่รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ”

 

            “...”

            คากามิเบิกตากว้าง มองคนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา คิเสะยังคงมองเขาอย่างจริงจังกับคำที่เพิ่งพูดไป คนผมแดงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่บวมเล็กน้อยรวมถึงท่าทางที่บ่งบอกว่านอนไม่พอนั่น

            “พูดอีกทีสิคิเสะ”

            “ฉันบอกว่า...ฉันมีเรื่องอยากจะขอสองเรื่อง เรื่องแรก...ช่วยต่อยฉันที”

            “นายต้องล้อเล่นแน่ๆ” คากามิทำหน้าเหมือนเห็นผี

            คิเสะฝืนยิ้ม “ขอโทษนะที่เป็นเรื่องจริง”

            “นายบ้ารึเปล่า” ร่างสูงขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเคร่งขึ้น “เพียงแค่ทะเลาะกับอาโอมิเนะต้องทำร้ายตัวเองแบบนั้นด้วยเหรอ” เมื่อเห็นคนผมทองเบิกตาขึ้นอย่างแปลกใจคากามิก็ถอนหายใจ “ฉันถามจากคุโรโกะเองแหละ”

            “ถ้าอย่างนั้น...ก็ต่อยฉันสิ”

            “คิเสะ!!” คากามิตวาดใส่ คิเสะสะดุ้งเฮือก แต่ไม่มีใครมองเขาสองคนหรอกเพราะคิเสะลากเขามาที่โรงยิมเก่าๆซึ่งตอนแรกเขาก็สงสัยว่ามาทำอะไร แต่เมื่อได้ยินคำขอนั่นเขาก็เข้าใจ...ไม่สิ ไม่เข้าใจเลยต่างหาก!

            “นายอย่าทำแบบนี้ได้มั้ย! มันไม่ใช่ความผิดของนายเลยนะ!!” คากามิจับแขนของอีกคนแน่น เผื่อว่าเจ้าตัวจะบ้าทำร้ายตัวเองขึ้นมา “มันเป็นความผิดของฉันด้วยซ้ำ อันที่จริงตอนนายเมาอาโอมิเนะโทรมา เขาจะมารับนาย แต่ฉันโกรธที่หมอนั่นปล่อยให้นายมาคนเดียวก็เลยพานายกลับมาที่ห้อง คนที่นายควรจะต่อยคือฉันต่างหาก...”

            คิเสะมองอีกฝ่ายนิ่งๆ ไม่มีความโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย คากามิมองอย่างไม่เข้าใจเมื่ออีกคนยิ้มกว้างแล้วยกมือขึ้นมาแตะเบาๆที่แก้มของเขา

            “ฉันไม่ได้อยากให้คากามิจจิต่อยฉันเพราะฉันทะเลาะกับอาโอมิเนจจิหรอกนะ”

            “แล้ว...?”

            “ฉันแค่เพิ่งรู้...” คิเสะมีสีหน้าหม่นลง “ว่าการโดนทิ้งแบบนี้น่ะมันเจ็บแค่ไหน” คากามิชะงักทันที “การที่คนที่เรารักเดินหันหลังจากไปโดยไม่หันมามองสักนิด ไม่มีคำพูดปลอบใจ แค่เดินจากไปอย่างเย็นชาเท่านั้น” เสียงของคนผมทองสั่นขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดน้ำตาก็หยดลงมา

            “ฉันขอโทษนะคากามิจจิ...” คิเสะโน้มตัวลง ก้มหัวให้คนตรงหน้า “ฉันขอโทษจริงๆ ฉันไม่รู้จะพูดยังไงแต่ฉันรู้สึกผิดมากๆ ทั้งๆที่นายดีกับฉันขนาดนี้ แต่ฉันกลับทำร้ายนาย...”

            “คิเสะ...”

            “แตไม่ใช่เพราะฉันเพิ่งรู้สึกผิดนะ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันรู้สึกผิดอยู่เสมอ แต่ฉันไม่กล้าจะไปเจอหน้าคากามิจจิอีก เพราะนั่นคงจะทำให้นายเสียใจมากๆแล้วฉัน...ฉันก็...”

            “คิเสะ...”

            มือที่บีบเบาๆที่หัวไหล่ทำให้คิเสะเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเรียบเฉยของคากามิมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของอีกคน ก่อนจะเอ่ยต่อ

            “หลับตาลงสิ..”.

            คิเสะพยักหน้าหน่อยๆ ก่อนจะปาดน้ำตาออกแล้วหลับตาลง กำมือแน่นรอรับแรงหมัดของอีกฝ่าย เสียงขยับตัวดังขึ้น คนผมทองเม้มริมฝีปากไว้เพราะกลัวว่าถ้าเกิดอีกคนต่อยแล้วจะทำปากแตก

            ในตอนนั้นเอง สัมผัสนุ่มนวลก็แตะลงมาที่ริมฝีปาก ดวงตาที่หลับอยู่เบิกโพลงด้วยความตกใจทันที มันไม่ใช่การต่อย แต่มันคือการจูบ...การจูบที่ไม่ได้ลุกล้ำใดๆ เพียงแต่แตะริมฝีปากลงมานิ่งๆ มือหนาปาดน้ำตาที่ยังเหลืออยู่บนแก้มขาวใส คิเสะหลับตาลงอีกครั้ง ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามความรู้สึก

            ก่อนจะค่อยๆคลี่ยิ้มเมื่ออีกฝ่ายผละออกไป

            “คำขออีกข้อของฉัน...”

            “...” คากามิไม่ได้พูดอะไร แต่พยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงให้พูดต่อ

            “จบทุกอย่างตรงนี้แหละ”

            “...!!?”

            “คากามิจจิลืมมันไปเถอะนะ” คิเสะหัวเราะเบาๆทั้งที่รู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหลออกมาอีกรอบ “ทั้งเรื่องทุกอย่างในอดีต ลืมคำสัญญาว่าจะปกป้องฉันไปซะ ถึงฉันกำลังจะโดนรถชนก็ไม่ต้องมาช่วย อย่ามายุ่งกับฉันอีกเลย อ้อ...ลืมจูบเมื่อกี้ด้วยนะ ฮ่าๆๆ”

            “คิเสะ”

            “นะ...” คิเสะมองด้วยสายตาเว้าวอน “คากามิจจิทำเพื่อฉันมามากเกินพอแล้วล่ะ อย่ามาลำบากเพราะฉันอีกเลย”

            “...” คากามิหลับตาลงเมื่ออีกคนเดินมาเขย่งจูบเบาๆบนแก้มเขาเป็นการบอกลา

            “ดูแลคุโรโกจจิดีๆนะ”

            คากามิยิ้มออกเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของอีกฝ่าย “อือ นายก็รีบๆคืนดีกับอาโฮ่มิเนะเร็วๆล่ะ”

            คิเสะเบิกตาโต “อาโอมิเนจจิต้องโกรธมากแน่ๆถ้าได้ยินอย่างนั้น บาคากามิจจิ”

            “เดี๋ยวเถอะ” คากามิแยกเขี้ยวใส่ คิเสะหัวเราะเบาๆ และนั่นทำให้คนผมแดงโล่งใจได้ อย่างน้อยคนตรงหน้าเขาก็ยิ้มได้ ถึงจะต้องลืมเรื่องราวที่ผ่านมาก็ไม่เป็นไร...ขอแค่คิเสะยังยิ้มได้เป็นพอ

            ทั้งสองคนเดินออกมาจากโรงยิมนั้น ใบหน้ามีรอยยิ้มจากใจประดับอยู่ ถึงแม้วันนี้คิเสะจะมาเพื่อบอกลา แต่ทั้งสองคนก็จากกันด้วยดี

            แม้ในใจทั้งคู่จะรู้สึก...ว่าเรื่องทุกอย่างไม่มีทางจบลงง่ายๆ

           

            คากามิเหลียวมองไปด้านหลัง คิเสะเดินจากไปแล้ว จากเขาไปเหมือนกับวันนั้น แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันก็คือความรู้สึกของเขา ตอนนั้นเขารู้สึกเจ็บเจียนตาย แต่ตอนนี้กลับรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

            ...ลาก่อนนะ อดีตอันแสนสวยงามของฉัน...

            คนผมแดงคลี่ยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางเดินไปที่บ้านของคนรัก ไหนๆวันนี้เขาก็เบี้ยวนัดคุโรโกะไปแล้ว ไปหาเจ้าตัวที่บ้านเลยดีกว่า

            ต่อจากนี้...ฉันจะมองแต่นายคนเดียวคุโรโกะ

            ตั้งมั่นไว้อย่างนั้น ก่อนจะสาวเท้าไปเรื่อยๆและเร่งฝีเท้าขึ้นเมื่อใกล้จะถึงที่หมาย ริมฝีปากคลี่ยิ้มอัตโนมัติเมื่อเห็นร่างที่เขาคุ้นเคยก้าวลงมาจากมอเตอร์ไซต์ของใครบางคน

            คากามิอ้าปากจะเรียกชื่อ แต่เสียงกลับต้องถูกกลืนลงคอพร้อมกับขาที่ชะงักค้าง

            ร่างสูงที่นั่งอยู่บนมอเตอร์ไซต์ดึงแขนเล็กๆนั่นไว้ ก่อนจะโน้มคอคนฟ้ามาประกบริมฝีปากแผ่วเบา ดวงตาสีเพลิงของคากามิเบิกกว้างยิ่งกว่าตอนที่คิเสะบอกให้ต่อย แต่ที่ทำให้เขาเผลอถอยหลังออกมาสองก้าว คือภาพที่คุโรโกะเอื้อมมือไปโอบรอบคอแล้วจูบตอบต่างหาก

            คุโรโกะมักจะจูบเขา...ด้วยการแตะริมฝีปากลงมาอย่างอบอุ่น

            ไม่เคยจูบตอบแบบนี้เลย...

            “บาย”

            ร่างสูงผละออกมาแล้วยิ้มมุมปาก ก่อนจะใส่หมวกกันน็อคแล้วขับรถออกไป เป็นช่วงเวลาที่คากามิได้เห็นใบหน้าคมเข้มนั่นชัดๆ และนั่นทำให้เขาแทบจะทรุด

            อาโอมิเนะ ไดกิ

            คำพูดของคิเสะตอนเมาลอยเข้ามาในหัวอีกครั้ง มั