[Fic KNB] Broken Arrow #Chapter14

posted on 19 Sep 2013 21:46 by praewasri in Fiction directory Fiction, Cartoon

Fanfic : Kuroko no basket

Title : Broken Arrow

Auther : Pamaipraewa

Pairing : Aokise / Kagakise , Aokuro / Kagakuro

 

 

Note : ตอนนี้คิเสะก็ดราม่าอีกแล้ว...

แม่ยกคีจังทนหน่อยนะ=..=เพราะหลังจากนั้น...คุณอาจจะเปลี่ยนข้างเชียร์ หึๆๆ

 

ทนำ   Chapter1  Chapter2  Chapter3 

 

 Chapter4  Chapter5  Chapter6  Chapter7

 

Chapter8  Chapter9  Chapter10 

 

Chapter11   Chapter12  Chapter13

 

 

 


 

 

 

Chapter14

 

            อาโอมิเนะ ไดกิไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองลำบากใจเท่านี้มาก่อน ขนาดตอนให้เลือกว่าจะไปเรียนต่อม.ปลายโรงเรียนอะไร เขายังเลือกได้แบบชิลๆด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เขากำลังนั่งจ้องโทรศัพท์มือถือราวกับมันคือสิ่งที่ตัดสินว่าเขาจะอยู่หรือตายอย่างนั้นแหละ

            แต่มันก็ไม่ได้ต่างกันเลยสักนิด

            นิ้วเรียวขยับไปมาอย่างไม่แน่ใจ แต่สุดท้ายก็กดโทรออก

            เสียงปลายสายดังขึ้นเพียงชั่วครู่ เขาแค่ยกมันขึ้นแนบหูอีกฝ่ายก็กดรับแล้ว...ราวกับว่า เจ้าตัวเองก็รอให้เขาโทรมาอยู่เหมือนกัน

            (อ...อาโอมิเนจจิ)

            “...” เขากัดปาก ไม่รู้จะพูดอะไรกับปลายสายดี

            (โทรหาฉันมีเรื่องอะไรงั้นเหรอ!?) เสียงของคิเสะดูเหมือนเจ้าตัวทั้งตื่นเต้นทั้งดีใจ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่รู้จะพูดอะไรยังไงอยู่ดี

            “...”

            (อาโอมิเนจจิ...) คิเสะลดเสียงลงจนกลายเป็นเบาหวิว และนั่นทำให้เขาปวดใจแบบแปลกๆ (มีอะไรจะพูดกับฉัน...มีอะไรจะบอกฉันรึเปล่า?)

            เสียงคาดหวังนั่นทำให้เขาสูดลมหายใจเข้าแน่น...ก็แค่พูดออกไป แค่พูดออกไปว่าฉันต้องการนาย กลับมาอยู่ด้วยกันเถอะนะ...แค่พูดแค่นี้เองอาโอมิเนะ...

            แต่ด้วยความปากหนักหรืออะไรสักอย่าง ทำให้เขาโพล่งออกไป

            “ฉันแค่อยากจะบอกว่า...นายลืมแปรงสีฟันไว้น่ะ”

            (...) อีกฝ่ายเงียบไปเหมือนคาดไม่ถึง (แปรง...สีฟัน?)

            “ใช่” พูดออกไปแล้วก็อยากจะตบปากตัวเอง นี่เขากำลังพูดบ้าอะไรเนี่ย “มันยังใหม่อยู่เลย ฉันก็เลยไม่อยากทิ้งแต่ก็...ไม่กล้าใช้”

            (...ถ้าว่างฉันจะกลับไปเอา)

            “ดี...” คนผิวแทนตอบกลับไปแค่นั้น แล้วเงียบไปอีก

            (มี...แค่นี้เหรอ?)

            อาโอมิเนะกัดริมฝีปากตัวเองเมื่อได้ยินเสียงสั่นๆนั่น คนตัวสูงถอนหายใจแรงอย่างหงุดหงิด “มีแค่นี้แหละ อย่าลืมกลับมาเอาไปนะ”

            (........อือ)

            คิเสะเงียบไปและตอบกลับแค่ในลำคอ จากนั้นก็ตัดสายไปแทบจะในทันที อาโอมิเนะสบถเบาๆแล้วปาโทรศัพท์ลงพื้นด้วยความโมโห...เขาไม่ได้โมโหคิเสะ แต่เขาโมโหตัวเอง โมโหตัวเองที่ไม่ยอมพูดออกไป ทำไมถึงไม่เคยพูดอะไรอย่างที่ใจคิดได้สักที...

            คนตัวสูงขยี้ผมตัวเอง ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม ทั้งๆที่วันนี้เขานัดเจอกับเท็ตสึแท้ๆ แต่กลับไม่รู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด แค่เพราะไม่มีหมอนั่นอยู่ข้างๆ...เขาก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างขาดไปจากชีวิต ทั้งๆที่ตอนหมอนั่นเลือกที่จะไป...คนที่ไม่ยอมรั้งไว้คือเขาแท้ๆ

            เหมือนกับตอนนั้น...ที่เขาไม่ได้รั้งคนที่รักไว้

            ‘อาโอมิเนะคุง เราเลิกกันเถอะครับ’

            ตอนนั้น...เขาเองก็ไม่ได้รั้งอีกฝ่ายไว้

            “ถ้านายกลับมาที่นี่อีกเมื่อไหร่...ฉันจะไม่ปล่อยให้นายกลับไปง่ายๆแน่คิเสะ!!”

            ลั่นวาจาไว้อย่างมั่นคง แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นขัดความคิด แต่มันทำให้เขารีบกระโจนไปคว้ามันไว้ทันที (หลังจากโยนไว้ที่พื้น) คนตัวสูงกระแอมเบาๆก่อนรับสายเพื่อปรับเสียงให้ดูเรียบเฉย

            “มีอะไรอีก”

            (ฮึก อาโอมิเนะคุง)

            “เท็ตสึ!?”

            ทว่าคนที่โทรมากลับไม่ใช่คิเสะอย่างที่เขาคิดไว้ แต่กลับเป็นเท็ตสึที่น้ำเสียงสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน และนั่นทำให้เขาแทบนั่งไม่ติดที่

            “เกิดอะไรขึ้น!” คนผิวแทนถามอย่างตระหนก ผุดลุกขึ้น “ให้ฉันไปหา...”

            (ไม่ต้อง!!) อีกฝ่ายตอบกลับมาแทบจะในทันที (ตอนนี้ผมอยากอยู่คนเดียว...)

            อาโอมิเนะขมวดคิ้วกว่าเดิม รู้สึกปวดหนึบๆในหัว ยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆก็พบว่าเขากำลังเครียดมากจนเส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมา คนตัวสูงถอนหายใจยาว พยายามควบคุมสติแล้วถามเสียงนิ่ง

            “เกิดอะไรขึ้น...ทำไมนายถึงทำเสียงแบบนั้นล่ะ”

            (...) อีกฝ่ายเงียบไปพักนึง อาโอมิเนะได้ยินเสียงขยับตัวเหมือนอีกฝ่ายกำลังรวบรวมสติ (พรุ่งนี้เราไปเจอกันที่โรงยิมเก่าใกล้ๆร้านXXX ผมต้องการให้คุณมา)

            คนผิวแทนรู้สึกใจหายวาบ เขาพอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร แต่ก็ถามออกไป

            “ทำไม?”

            (จบเรื่องของเราสักทีเถอะครับ ผมทนต่อไปไม่ไหวแล้วที่ต้องมีคนเจ็บมากมายขนาดนี้)

 

 

 

 

 

 

 

            วันต่อมา

            คิเสะ เรียวตะกำลังเดินไปตามทางเดินของย่านที่คุ้นเคย ใบหน้าสวยติดจะกังวลเล็กน้อย แต่ก็มีร่องรอยความสดใสเช่นกัน ริมฝีปากอิ่มพึมพำฮัมเพลงกับตัวเองเบาๆในขณะที่ก้าวเท้าเดินไปเรื่อยๆ

            เมื่อวานมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นสองเรื่อง...

            เรื่องแรก เขากับคากามิจจิจบกันด้วยดีแล้ว เขาคิดว่าครั้งนี้คงจะไม่มีเรื่องติดค้างอะไรอีก ถึงแม้จะรู้สึกโหวงๆในใจไม่น้อยก็เถอะ แต่เขาคิดว่า...อีกไม่นาน ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น

            เรื่องที่สอง อาโอมิเนจจิเป็นฝ่ายโทรมาหาเขาเอง! ถึงแม้คำพูดที่พูดจะไม่ค่อยเข้าหูก็เถอะ แต่แค่เจ้าตัวยังคิดถึงเขาบ้างเขาก็ดีใจแทบแย่ แล้วก็รู้ด้วยว่าไอ้เรื่องแปรงสีฟันอะไรนั่นน่ะคนผิวแทนพูดมั่วๆ ในเมื่อตอนเขาเก็บของออกมาเขามั่นใจว่าเขาเก็บมาแล้วทุกอย่าง

            ริมฝีปากบางคลี่ยิ้ม แบบนี้ก็แปลว่าจริงๆแล้วคนตัวสูงไม่ได้อยากให้เขาไปสักหน่อย แค่ทำเป็นปากแข็งมากไปเท่านั้นเอง

            ร่างโปร่งเดินไปที่หัวมุมซอย ก่อนจะชะงักขาไว้แล้วครุ่นคิดเล็กน้อย

            เขาบอกอาโอมิเนะว่าถ้าว่างเมื่อไหร่เขาจะไปเอาแปรงสีฟันคืน แต่วันต่อมาก็รีบถ่อมาเลยแบบนี้ อีกฝ่ายต้องได้ใจมากแน่ๆ

            แต่มาถึงนี่แล้วนา...จะให้เดินกลับก็กระไรอยู่

            ในตอนที่กำลังลังเลอยู่นั่นเอง เขาก็สังเกตเห็นซะก่อนว่ามีร่างเล็กร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าห้องพักของคนรัก ดวงตาเรียวหรี่มอง ก่อนจะเลิกคิ้วเล็กๆเมื่อเห็นใบหน้านั่น

            คุโรโกจจิ?...มาหาอาโอมิเนจจิแต่เช้าเชียวเหรอเนี่ย มีเรื่องอะไรรึเปล่านะ?

            ไม่กี่นาทีต่อมาร่างสูงที่เขาคุ้นเคยก็ก้าวออกมาจากบ้าน ทำหน้าตกใจเมื่อเห็นร่างเล็กยืนกอดอกอย่างหนาวสั่นอยู่หน้าบ้าน คิเสะเงยหน้าขึ้นมองฟ้า...อ่า เมื่อคืนหิมะตกด้วยนี่นะ

            ทั้งสองคนก้าวไปที่มอเตอร์ไซต์ของอาโอมิเนะ ยิ่งทำให้คิเสะสงสัยเข้าไปอีก เพราะปกติคนผิวแทนไม่ชอบใช้มันเท่าไหร่ เวลาพวกเขาไปไหนมาไหนด้วยกัน ก็มักจะเดินไปเสมอ

            ทั้งสองคนผ่านเขาไปอย่างมองไม่เห็น คนผมทองรีบเรียกแท็กซี่แถวๆนั้นแล้วบอกให้ขับตามไปทันที ตอนแรกคนขับทำหน้าเหมือนเขาเป็นโจรอย่างนั้นแหละ แต่พอมองเขาประมาณสามวินาทีรอยยิ้มเต็มใจก็ผุดขึ้นมาทันที...เอ่อ รู้นะว่าหน้าตาดี ไม่ต้องยิ้มให้ก็ได้ (หลงตัวเองสุดๆ)

            คนผมทองมองทางกระจกหน้า ไม่นานรถของทั้งคู่ก็มาจอดอยู่ที่โรงยิมที่คิเสะนัดพบกับคากามิเมื่อวาน คนผมทองให้รถแท็กซี่จอดห่างเล็กน้อยจะได้ไม่เป็นที่สังเกตเกินไป

            คิเสะเผยอปากนิดๆเมื่อทั้งสองเดินเข้าไปในโรงยิมด้วยกัน

            ...เอ๊ะ หรือว่าคุโรโกจจิกับอาโอมิเนจจิจะแอบไปเล่นวันออนวันกัน...

            ...ไม่ชวนฉันสักนิด ใจร้าย!...

            คนผมทองตีอกชกหัวกับตัวเองไม่นานก็แอบย่องตามเข้าไป ถึงแม้สกิลการแอบตามของเขาจะตกต่ำถึงขั้นโดนจับได้ไปครั้งหนึ่งก็เถอะ แต่ครั้งนี้คนผมทองมั่นใจว่าจะไม่ถูกจับได้แน่นอน เพราะเขาเข้าไปแอบอยู่หลังเบาะสำหรับเล่นยิมนาสติกซึ่งวางซ้อนกันเป็นกองสูง

            คิเสะขมวดคิ้ว ก่อนจะพยายามเงี่ยหูฟัง

            “...ว่า...สิ...”

            “เรา...จบ...ครับ”

            “...นี่...”

            เขาแทบจะจำใจความเนื้อหาในนั้นไม่ได้ เหมือนกับว่าทั้งสองคนพยายามพูดเสียงเบาๆเพื่อไม่ให้คนข้างนอกได้ยิน และคิเสะฟันธงว่ามันต้องสำคัญมากแน่ๆ

            คนผมทองชะโงกหัวออกไปดูเล็กน้อย ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

            อาโอมิเนะกระชากร่างบอบบางของคุโรโกะเข้าไปกอด และคุโรโกะเองก็ยกมือขึ้นกอดอีกฝ่ายตอบ ทั้งสองคนหลับตานิ่ง สีหน้าราวกับโหยหากันและกันเป็นอย่างมาก

            คนผมทองข่มความเจ็บปวดที่หน่วงๆในใจ ก่อนจะพยายามปลอบใจตัวเอง

            ...พวกเขาอาจจะแค่กอดกันตามประสาเพื่อนก็ได้ ไม่มีอะไรหรอก...

            ...อาโอมิเนจจิกับคุโรโกจจิไม่มีทางทรยศฉันอยู่แล้ว...

            ถึงจะพยายามเชื่ออย่างนั้น แต่ความอยากรู้อยากเห็นมันก็มีมากกว่า คิเสะจึงตัดสินใจที่จะขยับกายเข้าไปใกล้จุดที่สองคนนั้นยืนอยู่มากที่สุด เพื่อจะฟังบทสนทนานั้นได้ถนัดๆ

            “...”

            “ผมจะคิดถึงคุณ” ร่างเล็กผมฟ้าพูดออกมา ดวงตาสองข้างมองอีกฝ่ายอย่างมีความหมาย คิเสะชะงัก กำมือแน่นเมื่อเห็นร่างสูงผิวแทนอ้าปากจะตอบ

            ...อาโอมิเนจจิ ได้โปรด อย่าพูดอะไรก็ตามที่มัน...

            “ฉัน...” อาโอมิเนะชะงั